เดิมทีห้องโถงรับรองแห่งนี้เคยใช้เป็นที่พักรักษาตัวของเหล่าสตรีกลุ่มหนึ่ง ทว่าหลังจากเมืองหลวงสงบลง ครอบครัวของพวกนางต่างก็มารับตัวกลับไปแล้ว ห้องโถงจึงถูกจัดแต่งจนสะอาดสะอ้านและกลับมาเป็นระเบียบดังเดิม
จี้ซินเยว่นั่งรออยู่ในห้องโถงเป็นเวลานาน นางจิบชาไปจนหมดสองสามถ้วยแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนจึงปรากฏกายขึ้น
“เหวินจั๋ว!” จี้ซินเยว่คลี่ยิ้มออกมาอย่างสดใส ในสายตาของนาง การที่เมิ่งฉีฮ่วนยอมออกมาพบ ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ว่าในใจของเขายังคงมีนางอยู่
ทันทีที่เห็นว่าผู้มาเยือนคือจี้ซินเยว่ เมิ่งฉีฮ่วนก็ขมวดคิ้วด้วยความฉงน พลางหันไปมองเฮ่อเจิ้งเทียนด้วยสายตาตำหนิ “เจ้ามิรู้จักฮูหยินสกุลเฉินหรืออย่างไร?”
เฮ่อเจิ้งเทียนรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง “นายท่านโปรดประทานอภัย! เป็นเพราะท้องฟ้ามืดค่ำ อีกทั้งฮูหยินสกุลเฉินยังสวมเสื้อคลุมคลุมศีรษะมิดชิดและจงใจดัดเสียงให้ต่ำลง ข้าน้อยจึงมิอาจจำนางได้พ่ะย่ะค่ะ!”
ในระหว่างนั้น จี้ซินเยว่ได้ก้าวเข้าหาเมิ่งฉีฮ่วนและยื่นมือหมายจะเกาะกุมลำแขนของเขาอย่างสนิทสนม “ท่านจะไปดุเขาทำไมกัน ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเราเป็นเช่นไร!”
เมิ่งฉีฮ่วนสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของจี้ซินเยว่ในทันที เขาถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อรักษาระยะห่างก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยินสกุลเฉินโปรดสำรวมวาจาด้วย ระหว่างเจ้ากับข้ามิอาจใช้คำว่า ‘พวกเรา’ ร่วมกันได้ และเราสองคนก็มิได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกันทั้งส