ิ้น”
จี้ซินเยว่รู้สึกโกรธแค้นจนแทบคลั่ง ทว่านางยังคงกังวลว่าเฮ่อเจิ้งเทียนยังยืนอยู่ข้างกาย อีกทั้งมิต้องการทำลายภาพลักษณ์อันดีในสายตาของเมิ่งฉีฮ่วน นางจึงพยายามข่มอารมณ์นั้นไว้แล้วเอ่ยต่อว่า “เอาเถิด ท่านจะว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ข้ามาหาท่านในครานี้เพราะมีธุระสำคัญจริง ๆ”
“ข้ามิมีเรื่องอันใดจะสนทนากับฮูหยินสกุลเฉิน” สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนเย็นชาถึงขีดสุด เขาหมุนตัวเดินจากไปทันที “เฮ่อเจิ้งเทียน ส่งแขก! หากมีคราวหน้าอีก ข้าจักมิละเว้นเจ้าแน่!”
เฮ่อเจิ้งเทียนสะดุ้งสุดตัว รีบก้าวเข้าไปขวางเบื้องหน้าจี้ซินเยว่พลางเอ่ยว่า “ฮูหยินสกุลเฉิน โปรดอย่าทำให้ข้าน้อยต้องลำบากใจเลยขอรับ”
จี้ซินเยว่ถึงกับหน้าเสีย นางตะโกนไล่หลังเมิ่งฉีฮ่วนด้วยเสียงอันดัง “เมิ่งเหวินจั๋ว! ระหว่างเรามิมีสิ่งใดต่อกันจริงๆ หรือ! หากมิมีสิ่งใดติดค้างในใจ เหตุใดท่านจึงมิกล้าสบตาข้า! เมิ่งเหวินจั๋ว! ในใจท่านมีข้าอยู่เต็มเปี่ยม เพียงแต่ท่านหวาดกลัวนางหลี่เยว่หานสตรีขี้อิจฉาผู้นั้นจนมิกล้าแสดงออกมา! เมิ่งเหวินจั๋ว ท่านมันบุรุษขี้ขลาดที่กลัวเมีย!”
เพียะ!
ฝ่ามือหนักหน่วงฟาดเข้าที่ใบหน้าของจี้ซินเยว่อย่างเต็มแรง แรงปะทะนั้นส่งให้นางล้มลงไปกองกับพื้น นางมองดูเมิ่งฉีฮ่วนที่พุ่งเข้ามาเบื้องหน้าและกำลังจ้องมองลงมาที่นางด้วยสายตาอันเย็นเยียบ นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความตกตะลึง “ท่าน… ท่านถึงกับกล้าตบข้าอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้