ต่อ?”
“ผู้น้อยมิอาจทราบได้ขอรับ” อู๋หัวก้มหน้าตอบ
“ช่างเถิด เจ้ามิใช่้มิทราบ แต่เจ้ามิกล้าพูดเสียมากกว่า” บุรุษชุดเขียวกล่าวพลางหยิบจอกชาสะอาดใบหนึ่งวางไว้ฝั่งตรงข้าม ขณะที่เขากำลังรินชานั้น ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักออกอย่างแรงจากด้านนอก
บุรุษชุดเขียวไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง เพียงแต่เอ่ยเสียงเรียบขึ้นว่า “มาแล้วหรือ มาดื่มชาเสียก่อนสิ”
เมิ่งฉีฮ่วนเบิกตากว้างจ้องมองบุรุษชุดเขียวที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ทว่าเขาก็เดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างว่างง่าย และหยิบจอกชาขึ้นมาด้วยความรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
“ไม่ได้พบกันเสียนาน” บุรุษชุดเขียวมองเมิ่งฉีฮ่วนพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ไม่ได้พบกัน… เสียนาน…” เมิ่งฉีฮ่วนมิได้ดื่มชา เขาเพียงวางจอกลงบนโต๊ะแล้วฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก
บุรุษชุดเขียวมิได้ถือสาในท่าทีของเขา เขาเพียงโบกมือครั้งหนึ่ง หญิงที่ดูเหมือนแม่นมคนหนึ่งก็อุ้มทารกน้อยเดินออกมาจากห้องกั้น นางคำนับคนทั้งสองก่อนจะถอยไปยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง
ทันทีที่แม่นมปรากฏตัว สายตาของเมิ่งฉีฮ่วนก็จับจ้องอยู่ที่ทารกน้อยในอ้อมแขนของนางจนมิวางตา
เมื่อเห็นดังนั้น บุรุษชุดเขียวจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “นี่คือบุตรสาวของเจ้า นางยังไม่ตาย”
“…” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกราวกับกำลังฝันไป เขาแอบหยิกมือตนเองอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ จึงมั่นใจได้ว่ามิใช่ความฝัน
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนนิ่งเงียบไป บุรุษชุดเขียวจึงอธิบายต่ออย