ียงนี้มาก่อนเลย…” เมื่อเห็นว่าฮองเฮาทรงเสียขวัญจริงๆ พระชายามู่จึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงแต่กุมมือและตบไหล่เบาๆ เพื่อให้พระองค์คลายความวิตก ทว่าในใจของพระชายามู่เองก็ร้อนรุ่มไม่แพ้กัน
ในห้วงสติอันพร่าเลือน หลี่เยว่หานฝันว่าตนเองกลับไปยังโลกอนาคตอีกครั้ง
นางเห็นพ่อเอาแต่ดื่มสุราเมามายทั้งวันทั้งคืน โดยมีหวังเฟิ่งคอยดุด่าตบตีอยู่ไม่ขาดสาย นางด่าทอว่าหลี่ต้าเฉิงเป็นคนขี้แพ้ เล่าเรียนมาตั้งหลายปี พอจบการศึกษาก็หนีหายไปไกลแสนไกล แม้แต่ยามตายก็ยังไม่ยอมส่งเงินทองกลับมาให้ที่บ้านสักแดงเดียว
หลี่ต้าเฉิงราวกับจมอยู่ในโลกของตัวเอง เขาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อการด่าทอของหวังเฟิ่งแม้แต่น้อย ไม่หนำซ้ำยังเผยรอยยิ้มออกมาบาง ๆ
เมื่อหวังเฟิ่งด่าจนเหนื่อยหอบ นางก็นั่งลงบนโซฟาพลางหายใจกระชั้นชิด ทันใดนั้นหลี่ต้าเฉิงก็เอ่ยขึ้น “เฟิ่งเอ๋อร์ ที่เจ้าบอกว่าพวกเราส่งเสียให้เยว่หานเรียนหนังสือมาหลายปีน่ะ เจ้าพูดจริงหรือ?”
“ทำไม! หรือแกจะบอกว่าแกไม่ได้เลี้ยงลูกสาว?” หวังเฟิ่งถลึงตาใส่
“นับตั้งแต่เจ้าก้าวเท้าเข้าบ้านนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เยว่หานใช้ คือเงินสินเดิมที่แม่ของนางเก็บหอมรอมริบไว้ให้ก่อนตาย ตลอดห้าปีในมหาวิทยาลัย ค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ทุกอย่าง เยว่หานก็ทำงานพิเศษหาเลี้ยงตัวเองทั้งสิ้น เจ้ายังจำได้หรือไม่ ตอนที่นางมาขอเงินเจ้าเพียงห้าสิบหยวนเพื่อซื้อตำราสอบเข้ามหาวิทยาลัย?”
หลี่ต้าเฉิงส่ายหน้