ว่หานเสียอีก
และในวันต่อมา หลี่เยว่หานก็ได้พบกับหมอกู่ที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าบูดบึ้งภายในวังหลวง…
“ท่านหมอกู่ เหตุใดท่านถึงเข้าวังมาได้เจ้าคะ?” หลี่เยว่หานอุทานด้วยความตกตะลึง แม้จะรู้ว่าสำนักหมอหลวง เป็นสาขาของกรมหมอหลวงที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง แต่เธอก็ไม่เคยเห็นหมอหลวงคนใดเข้าออกที่นั่นบ่อยนัก ยิ่งหมอกู่ต้องเข้ามาถึงในวังหลังแบบนี้ ยิ่งทำให้เธอประหลาดใจเป็นอย่างมาก
“ข้าเป็นคนเชิญท่านหมอกู่มาเอง!” พระชายามู่ปรากฏกายขึ้นที่โถงตำหนักซานเป่าพร้อมรอยยิ้มละไม
จากนั้น พระชายามู่ก็ประคองหลี่เยว่หานให้นั่งลงบนเก้าอี้ หมอกู่ที่มีสีหน้าบูดบึ้งทำความเคารพอย่างลวก ๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาตรวจชีพจรให้หลี่เยว่หาน
ยามนี้หลี่เยว่หานตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนแล้ว ครรภ์คงดี สุขภาพกายก็แข็งแรง หมอกู่จึงได้แต่ตรวจชีพจรปกติ แล้วกำชับให้หลี่เยว่หานหมั่นเดินให้บ่อยขึ้นเพื่อช่วยให้ทารกกลับหัวได้ง่ายตอนถึงเวลาคลอด จากนั้นเขาก็ขอตัวจากไป
เห็นท่าทางฮึดฮัดของหมอกู่ หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะหันไปมองพระชายามู่ด้วยความสงสัย
ยังไม่ทันที่พระชายามู่จะเอ่ยปากอธิบาย ฮองเฮาที่ประทับอยู่ข้าง ๆ ก็ถอนหายใจออกมาเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า “ในใต้หล้านี้ เห็นจะมีเพียงพระชายามู่เท่านั้นที่มีความสามารถพอจะดึงตัวหมอกู่เข้าวังมาได้”
“เอ๊ะ?” หลี่เยว่หานยังคงไม่เข้าใจ
พระชายามู่ไม่อ้อมค้อม นางนั่งลงข้างกายหลี่เยว่หานอย่างเป็นกันเอง จิบน้ำชาแล้วเอ่ยว่