า “เจ้าอย่าไปฟังฮองเฮาพูดเพ้อเจ้อมากนัก ตาแก่กู่นั่นน่ะเป็นพวกใจอ่อน ใครจะมีความสามารถบังคับเขาเข้าวังได้กันล่ะ พูดไม่กี่ประโยคเขาก็ยอมมาแล้ว”
“พอทีเถอะ ใคร ๆ ก็รู้ว่าตาแก่กู่ติดค้างบุญคุณเจ้าอยู่” ฮองเฮาเอ่ยพลางหยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาแทะอย่างสำราญ “เยว่หาน เจ้าอย่าไปฟังชืออี้คุยโวเลย เห็นนางวางท่าเป็นพระชายามู่ผู้สูงส่งดูราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกเช่นนี้ แต่ความจริงในเมืองหลวง นางนี่แหละที่ทำตัวโดดเด่นท้าทายสายตาผู้คนที่สุดแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็เริ่มเกิดความสนใจขึ้นมา “ข้าเห็นพระชายามู่ดูไม่ชอบคลุกคลีกับผู้ใดนัก แล้วทำไมถึงว่าโดดเด่นท้าทายเล่าเจ้าคะ?”
“เจ้าคิดว่านางไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่นเพราะอะไรกันล่ะ” ฮองเฮาแทะเมล็ดแตงโมพลางมองไปทางพระชายามู่ที่กำลังจิบน้ำชา “ก็เพราะนางไม่เห็นใครอยู่ในสายตาน่ะสิ อย่าดูเพียงตอนที่ผู้คนเล่าว่าพระชายามู่ไม่ชอบคบค้าสมาคมกับใคร หากย้อนกลับไปสัก… อ้อ ประมาณห้าปีก่อนได้กระมัง ยามนั้นนางช่างโอหังนัก ถึงกับประกาศกร้าวว่าบรรดาสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงไม่มีใครคู่ควรพอจะสนทนากับนางได้ หากใครคิดจะส่งคำเชิญไปที่จวนพระชายามู่ นางจะลงไปด่ากราดด้วยตนเองจนกระเจิดกระเจิงไปหมด นานวันเข้าจึงมีชื่อเสียงว่าเป็นคนไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับใครอย่างที่เห็นนี่แหละ”
หลี่เยว่หานรีบถามต่อด้วยความอยากรู้ “พระชายามู่ทำเช่นนั้น แล้วคนอื่นไม่ขัดเคืองใจหรือเจ้าคะ?”
“ทำไมจะไม่มีล่