ะ!” พระชายามู่วางจอกชาลง “พวกขุนนางคร่ำครึพวกนั้น หากไม่ใช่ว่ากลัวจะถูกตราหน้าว่ารังแกหญิงม่ายล่ะก็ ป่านนี้ฎีการ้องเรียนข้าคงกองท่วมบนโต๊ะทรงงานของฮ่องเต้ไปแล้วล่ะ แต่เพราะเห็นว่าข้าเสียสามีไป พวกเขาเลยเพลามือลงบ้าง แม้จะมีฎีกาอยู่บ้างแต่ก็มาแค่สามถึงห้าวันต่อหนึ่งฉบับเท่านั้นแหละ”
หลี่เยว่หานถึงกับเอ่ยไม่ออก “พระชายามู่ช่าง… มีวิถีทางแปลกใหม่ไม่เหมือนใครจริง ๆ นะเจ้าคะ…”
ท่านอ๋องมู่สิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว พระชายามู่ครองตัวเป็นม่ายมาหลายปี ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงดูบุตรธิดาเพียงลำพัง นับว่าลำบากไม่ใช่น้อยเลย และในฐานะพระชายาของอ๋องเพียงพระองค์เดียว นางก็ยังคงรักษาเกียรติยศและหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ แม้การวางตัวจะดูเย็นชาไปบ้าง แต่ก็หาได้มีข้อผิดพลาดให้ใครมาตำหนิได้
“เยว่หาน ข้าจะบอกเจ้าให้” ทว่าพระชายามู่ผู้ที่ใคร ๆ ต่างว่าเย็นชา กลับชอบจูงมือหลี่เยว่หานมาพูดคุยกันอย่างถูกคอ “พวกสตรีชั้นสูงที่เรียกตนเองว่าผู้ดีในเมืองหลวงน่ะ หาได้มีความจริงใจไม่ หากเจ้ามองใครแล้วถูกชะตาก็พึงคบหาไป แต่ถ้าเห็นใครแล้วขวางหูขวางตาก็ด่ากลับไปไม่ต้องเกรงใจหรอก อย่างไรเสียข้ากับ ‘อาไฉ’ ก็พร้อมจะอยู่ข้างหลังเจ้าเสมอ!”
อาไฉ…
หลี่เยว่หานถึงกับกุมขมับ…
ทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้ นอกจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแล้ว ผู้ที่กล้าเรียกขานฮองเฮาด้วยนามนี้อย่างสนิทสนม ก็คงมีเพียงพระชายามู่แต่เพียงผู้เดียวเป็นแน่
จนถึงยามนี้ หลี่เยว่หาน