ย” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มเยาะเย้ยหยัน “ยอมตรากตรำเป็นวัวเป็นม้าให้จงเจิ้งเซวียนมาหลายปี เจ้าเต็มใจจริง ๆ หรือ?”
“หลายปีมานี้ จะเต็มใจหรือไม่หาใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป” เจียงหมิงตอบด้วยความสงบนิ่ง “ในเมื่อตกอยู่ในสภาพเป็นวัวเป็นม้าแล้ว จะเต็มใจหรือไม่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้”
เมิ่งฉีฮ่วนนิ่งเงียบ จ้องมองเจียงหมิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมาอย่างเนิบนาบว่า “เจ้าสัมผัสถึงกู่ในกายเจ้าได้หรือไม่?”
“สัมผัสได้… เอ๊ะ…” เจียงหมิงพลันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตกตะลึง “ข้า… กู่ในตัวข้า… หายไปแล้ว?”
เมื่อเห็นดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ทำทีเป็นวางท่าขรึม ไม่กล่าวสิ่งใด ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “กู่ชะตาชีวิตของจงเจิ้งเซวียนตายไปแล้ว กู่ในตัวเจ้าก็ย่อมสลายไปตามธรรมดา”
กล่าวจบเมิ่งฉีฮ่วนก็ขยิบตาให้เจียงหมิงแล้วเสริมว่า “ยามนี้เจ้าเป็นอิสระแล้ว จะไม่ต้องเผชิญกับความพินาศย่อยยับเพียงเพราะความคิดชั่วช้าของจงเจิ้งเซวียนอีกต่อไป มีสิ่งใดที่เจ้าอยากทำหรือไม่?”
หัวใจของเจียงหมิงสั่นไหวอย่างรุนแรงและสับสนยิ่งนัก!
หลายปีที่ผ่านมา เขาถูกจงเจิ้งเซวียนใช้สอยอย่างสุนัขรับใช้และเหยี่ยวล่าเหยื่อ ไม่เคยมีความคิดหรือปณิธานเป็นของตนเอง ไม่เช่นนั้นจุดจบเดียวที่รออยู่คือความพินาศของครอบครัว เจียงหมิงเคยคิดอยากจะปลิดชีพตนเองนับครั้งไม่ถ้วน หวังว่าหากเขาตาย กู่ในตัวคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ และจงเจิ้ง