วงผู้นี้เป็นอย่างไรกันแน่ แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา และกล้าแต่กระซิบคุยกันเบา ๆ เพียงเท่านั้น
งานเลี้ยงขอโทษที่แตกต่างจากงานเลี้ยงปกตินี้ก็จบลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางบรรยากาศที่แปลกประหลาดและอึดอัดเช่นนี้ หลังจากหลี่เยว่หานกล่าวคำลาอวยพรกับตระกูลหยวนแล้ว นางยังเฉพาะเจาะจงไปกล่าวคำลากับจี้ซินเยว่อีก ขณะกล่าวคำพูดก็เอาแต่เอ่ยท่านหญิงตระกูลเฉินทุกคำทุกประโยคราวกับกลัวว่าจี้ซินเยว่จะลืมตัวตนของตนไปเสีย
พระชายาเป็นคนแรกที่ลุกจากที่นั่ง หลี่เยว่หานเข้าใจว่านางคงจากไปแล้วนานแล้ว จึงคิดคำนวณว่าต้องหาโอกาสไปเยี่ยมพระชายาที่จวนอ๋อง แต่ไม่คิดว่าพอก้าวออกจากประตูใหญ่จวนเฉิน ก็เห็นรถม้าของหวังฝูหยุดอยู่อย่างเงียบ ๆ ใกล้ ๆ นั้น และทันทีที่สาวใช้ข้างกายพระชายาเห็นหลี่เยว่หานก็เข้ามาเชิญนางทันที
“ขอคารวะ หานหรงฟูเหริน” สาวใช้คนนั้นมีใบหน้ากลม อวบอูน น่ารักยิ่งนัก ทันทีที่เห็นหลี่เยว่หานก็คุกเข่าแสดงความเคารพ เสียงพูดช่างฟังไพเราะยิ่งนัก
“นางน้อยคนนี้โปรดลุกขึ้นเถิด” หลี่เยว่หานยกมือขึ้นประคองนางเล็กน้อย จากนั้นจึงกล่าวว่า “แต่ว่าพระชายาตามหาข้าว่ามีธุระอะไร?”
“หานหรงฟูเหรินเฉลียวฉลาดเสียจริง” สาวใช้ใบหน้ากลมยิ้มจนตาโค้งงอ “พระชายากล่าวว่า บัดนี้หานหรงฟูเหริน…ร่างกายไม่สะดวก แต่พระชายาอยากพูดคุยกับหานหรงฟูเหรินด้วย จึงถามว่าเมื่อใดว่าง พระชายาจะได้มาเยี่ยมเยียนที่จวน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เยว่หานประห