…”
หลังจากได้ฟังคำพูดของคังโหรว หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อครู่นางรู้สึกแปลกใจที่หญิงตระกูลหรวนพยายามให้นางนั่งที่นั่งประธานหลายครั้ง หลังจากได้ฟังคังโหรวเล่าถึงชายากษัตริย์ ก็พอจะเดาได้เกือบทั้งหมด
แต่ทำไมชายากษัตริย์ถึงต้องให้องค์หญิงใหญ่แนะนำตัวด้วย นี่ทำให้หลี่เยว่หานสงสัยมาก
ราชวงศ์ไม่ได้จำกัดการไปมาหาสู่ระหว่างสตรี หากชายากษัตริย์ต้องการรู้จักนาง ก็แค่ส่งข่าวมาก็พอ
แม้หลี่เยว่หานจะมีตำแหน่งสูงสุดในบรรดาสตรีชั้นสูง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหญิงม่ายของพระญาติร่วมสายเลือดฝ่าบาท หลี่เยว่หานไม่กล้าวางท่าอะไร เพราะนั่นคือพระญาติแท้ ๆ แม้จะไม่มีตำแหน่ง แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะไปล่วงเกินได้ง่าย ๆ
คิดถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานนึกถึงรอยยิ้มของจี้ซินเยว่เมื่อครู่ จึงปรึกษากับท่านหญิงที่นั่งถัดจากนางสองสามประโยค
อีกฝ่ายคงเป็นคนที่ตระกูลเฉินเชิญมาแค่ให้ครบจำนวน ตอนแรกไม่ยอมสลับที่นั่งกับหลี่เยว่หานสุดท้ายสู้หลี่เยว่หานไม่ได้ จึงคิดจะยกที่นั่งให้หลี่เยว่หานแล้วตัวเองจะไปนั่งท้ายสุด แต่ถูกหลี่เยว่หานห้ามไว้
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย หลี่เยว่หานค่อย ๆ เดินไปนั่งที่ตำแหน่งสุดท้ายอย่างใจเย็น ในตอนที่ตระกูลหรวนกำลังจะทำอะไรบางอย่าง เสียงวุ่นวายก็ดังขึ้นจากนอกศาลา
ขันทีคนหนึ่งลากเสียงยาว “ชายาของกษัตริย์เสด็จมาแล้ว….”