ะสามมื้อเลยทีเดียว”
หลี่เยว่หานทั้งขำทั้งเศร้า จึงรีบกล่าวว่า “ตระกูลหลิวเป็นญาติบุญธรรมของข้า ถ้าท่านลุงชอบ ข้าจะลองถามตระกูลหลิวดูว่าทำถานไคว่อย่างไร พวกเราจะได้ทำเก็บไว้ในจวน อย่างไรตระกูลหลิวก็คงไม่เสียลูกค้าอย่างครอบครัวพวกเรา พวกเราก็จะได้กินของแปลกใหม่”
“ไม่ได้หรอก” อวี๋เจ๋อฟางโบกมือ “ข้ารู้ว่าตระกูลหลิวเป็นญาติบุญธรรมของเจ้า เมื่อตอนที่เจ้าแต่งงานกับลูกชายตระกูลเมิ่ง พวกเขาก็ได้ช่วยเหลือเจ้าไม่น้อยเลย แต่ตอนนี้ตระกูลหลิวไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว พวกเขาหนีภัยมาถึงเมืองหลวง การที่พวกเราไปซื้อถานไคว่ที่ร้านของพวกเขา นั่นคือการช่วยเหลือธุรกิจ เป็นการตอบแทนที่พวกเขาดูแลเจ้า จะไปเอาของของเขามาโดยตรงได้อย่างไร ไม่ได้ ไม่ได้!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฟางจื่อหลานก็พยักหน้าเห็นด้วย
หลี่เยว่หานทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจไปก่อน เธอคิดว่าเมื่อสถานการณ์ในเมืองหลวงสงบลงแล้ว ค่อยเปิดเผยความจริงกับพวกเขาว่าร้านถานไคว่เป็นของเธอเองก็ได้
คุณหนูหลานที่นั่งอยู่เงียบ ๆ ด้านข้างไม่รู้ทำไมจู่ ๆ ก็เอ่ยปากขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องเยว่หานคงกลัวพวกเราเสียเงินมากเกินไปแน่ ๆ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ฟางจื่อหลานมองคุณหนูหลานเบา ๆ แล้วหันไปยิ้มตาหยีมองที่หลี่เยว่หานพลางกล่าวว่า “ป้ารู้ว่าเจ้าหวังดี มานี่ นี่เป็นปลากะพงที่เพิ่งส่งมาถึงจวนวันนี้ ก้างน้อยและสดมาก รีบชิมดูสิ!”
หลี่เยว่หา