ี๋จิ่นเอ๋อร์กลับพูดแทรกขึ้นมาก่อน “ไม่ใช่เลยเจ้าค่ะ พี่หลานเห็นท่านแม่และท่านพ่อรักพี่เยว่หานมาก จึงรู้สึกไม่สบายใจ เลยไม่มีความอยากอาหาร”
“จิ่นเอ๋อร์ เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร” คุณหนูหลานจ้องอวี๋จิ่นเอ๋อร์ “ข้าแค่กินขนมตอนบ่ายมากไป จึงไม่ค่อยหิวเท่านั้น! ท่านแม่ อย่าฟังจิ่นเอ๋อร์พูดเหลวไหลเลยเจ้าค่ะ!”
เดิมคิดว่าจะได้รับคำปลอบใจจากฟางจื่อหลานสักสองสามคำ แต่ฟางจื่อหลานกลับหัวเราะและแกล้งดุอวี๋จิ่นเอ๋อร์ว่า “เจ้าตัวแสบ เจ้ากินข้าวเข้าไปแล้วทำไมถึงยังพูดไม่หยุด เอาแต่รังแกพี่สาวเจ้าอยู่นั่นแหละ!”
“จิ่นเอ๋อร์พูดความจริงนะ” อวี๋จิ่นเอ๋อร์แลบลิ้น ท่าทางไร้เดียงสาน่ารัก
อวี๋หลานนั่งรออยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้รับคำปลอบใจจากฟางจื่อหลานจึงได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ลุกขึ้นแล้วถอนสายบัว “ท่านพ่อ ท่านแม่ หลานขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”
ในคฤหาสน์ใหญ่ เมื่อผู้อาวุโสยังอยู่ที่โต๊ะ ผู้น้อยแม้จะอิ่มแล้วก็ไม่สามารถลุกจากโต๊ะก่อนได้ นี่เป็นธรรมเนียม ดังนั้นเมื่อคุณหนูหลานขอตัว อวี๋เจ๋อฟางและฟางจื่อหลานจึงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ฟางจื่อหลานพยักหน้าเห็นด้วย สั่งให้สาวใช้ข้างกายคุณหนูหลานคอยดูแลนาง จากนั้นก็หันไปสนทนากับหลี่เยว่หานต่อ
น่าเสียดายที่คุณหนูหลานไม่รู้ว่าที่นางขอตัวกลับก่อนนั้น แท้จริงแล้วเพียงแค่อยากให้สามีภรรยาฟางจื่อหลานพูดคุยกับนางสักสองสามคำ แม้จะถูกตำหนิว่าไม่รู้ความก็ยังดี แต่ไม่คิดว่าฟางจื่อ