้างความเสื่อมเสียให้แก่ชื่อเสียงของตระกูลเฉินไปได้?” จี้ซินเยว่โกรธจนฟันกราม “เพียงเพราะตระกูลเดิมของข้าร่วงโรย ท่านแม่ของข้าถูกรังแกจึงต้องทนอย่างนั้นหรือ? ในฐานะที่ข้าเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านแม่ ข้าไม่ควรสนับสนุนท่านแม่หรอกหรือ?”
เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ สายตาท่านปู่เฉินพลันเคร่งขรึม “เช่นนั้นเจ้าก็ไปหนุนหลังท่านหญิงจี้สิ! หากเจ้าต้องการหนุนหลังท่านหญิงจี้จริง เหตุใดเจ้าถึงเตะไล่กุ้ยเอ้อร์ออกจากจวน ให้นางไปบอกท่านผู้พิพากษาให้ตัดสินมารดาเจ้าตามกฎหมายเล่า?”
“ท่านรู้ได้อย่างไร!” จี้ซินเยว่ตกตะลึง ตอนที่นางคุยกับกุ้ยเอ้อร์ นางไล่คนรอบข้างออกไปหมดแล้ว เหตุใดท่านปู่ถึงรู้เรื่องนี้?
“ข้าเป็นคนบอกเอง” เฉินเสวี่ยหนิงเอ่ยเสียงดัง “ท่านแม่เป็นผู้มีเหตุผลและเห็นแก่ส่วนรวม ข้าย่อมต้องพูดดี ๆ แทนท่านแม่ต่อหน้าผู้อาวุโสในตระกูล”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น สายตาของจี้ซินเยว่พลันเย็นชาลง “เฉินเสวี่ยหนิง ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้า เจ้ากลับกล้าโผล่หน้ามาอีก!”
“ไม่ทราบว่าท่านแม่จะคิดบัญชีอันใดกับลูกหรือเจ้าคะ?” เฉินเสวี่ยหนิงทอดสายตาต่ำลง ท่าทีนอบน้อมยิ่งนัก “หรือว่าจะคิดบัญชีเรื่องที่ลูกปล่อย ‘แค่บ่าวไพร่ในเรือน’ สิบกว่าคนนั้นไป?”
“…” จี้ซินเยว่พูดไม่ออกชั่วขณะ
ตระกูลเฉินทุกคนรู้ว่าจี้ซินเยว่เลี้ยงชายบำเรอสิบกว่าคนไว้ในสวนฉีชุน ตอนแรกพวกเขาก็ด่าว่า แต่จี้ซินเยว่ก็ตอบกลับไปว่า ‘ก็แค่บ่าวไพร่ในเรือนเท่าน