จะแก้ต่างให้ตัวเองบ้างหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนถามอย่างใจเย็น
นางชุยยิ้มอย่างสงบ “ไม่มีอะไรต้องแก้ต่าง ตั้งแต่แรกข้าก็ห้ามเซวียนเอ๋อร์ไม่ได้ สถานการณ์วันนี้ ข้าคาดการณ์ไว้แล้ว ช่วงเช้าเซวียนเอ๋อร์เข้าวังมาขอพบข้า แต่ถูกทหารองครักษ์กันไว้ข้างนอก คงจะรีบออกจากเมืองหลวงไปแล้ว พวกเจ้าสองสามีภรรยาแทนที่จะถามเรื่องไม่สำคัญพวกนี้กับข้า สู้ช่วยอวี่เอ๋อร์คิดดีกว่าว่าจะหยุดเซวียนเอ๋อร์ไม่ให้นำทัพมาโจมตีเมืองหลวงได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ยิ้ม “ดูเหมือนพระสนมจะทรงทราบทุกอย่างแล้ว”
“เป็นมารดาของเขามาหลายปี นิสัยของเด็กคนนี้ ข้าค่อนข้างเข้าใจดี” นางชุยยิ้มพลางกล่าว “น่าเสียดายที่เด็กคนนี้ไม่ฟังคำทัดทาน สามปีก่อนวางแผนฆ่าพี่ชายใหญ่ของเขา คิดว่าในฐานะองค์ชายรองจะได้รับการสถาปนาเป็นรัชทายาทอย่างราบรื่น แต่ไม่คิดว่าจิ้งจอกเฒ่าหลิงอวิ๋นจะกดไว้สามปี สุดท้ายกลับแต่งตั้งองค์ชายสาม นี่ไม่ต่างอะไรกับการยั่วยุเซวียนเอ๋อร์”
เมื่อได้ยินนางพูดถึงโศกนาฏกรรมของจงเจิ้งเสียนเมื่อสามปีก่อน เมิ่งฉีฮ่วนมีสีหน้าเคร่งขรึม แล้วถามว่า “พระสนมทรงทราบหรือไม่ว่าชายาขององค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์อย่างไร”
“ได้ยินว่าถูกเผาตายในวัดร้างนอกเมือง” นางชุยกล่าวเรียบ ๆ
“ไม่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เมื่อสามปีก่อน ชายาขององค์รัชทายาทพาบุตรชายและบุตรสาวหนีออกจากเมืองหลวงอย่างยากลำบาก แต่เพราะถูกวางยาพิษในช่วงตั้งครร