ะเอียดแล้วหรือไม่?” จงเจิ้งอวี่ถาม
“ทูลองค์ชาย ข้าน้อยได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว เพียงแต่ว่าเถ้าแก่ร้านจือเป่าจายยืนกรานว่าพวกเขาไม่เคยออกใบรับรองค่าแรงเช่นนี้ ดังนั้นจึงได้ส่งคนไปเชิญองค์รัชทายาทมาร่วมฟังการพิจารณาคดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จงเจิ้งอวี่ก็ขมวดคิ้ว มองไปยังสตรีที่อยู่ด้านข้าง
สตรีผู้นั้นเห็นดังนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าทั้งสองคนทันที พลางร้องไห้พูดว่า “ข้าน้อยขอสาบานต่อฟ้า! ใบรับรองค่าแรงเหล่านั้นทางร้านจือเป่าจายจะออกให้คนงานทุกเดือนก่อนจ่ายค่าแรง หากท่านและองค์รัชทายาทไม่เชื่อ ก็ส่งคนไปค้นได้ ต้องมีร่องรอยหลงเหลืออยู่แน่ พวกเขาไม่มีทางจัดการได้เร็วขนาดนั้น!”
“นางคนเจ้าเล่ห์เจ้ากลนี่ช่างจิตใจชั่วร้ายนัก!” เสียงแปลกหน้าดังขึ้น จงเจิ้งอวี่เพิ่งสังเกตเห็นว่ายังมีชายแต่งกายหรูหราคุกเข่าอยู่ในศาล เขาชี้หน้าสตรีผู้นั้นแล้วด่าว่า “สามีเจ้าตายไปตั้งแต่ช่วงทุพภิกขภัยแล้ว หลังจากนั้นเจ้าก็เป็นโรคประสาท ตอนนี้มากล่าวหาร้านจือเป่าจายของข้า บอกว่าร้านข้าซ่อนสามีเจ้าไว้ เจ้ามีเจตนาอันใด!”
สตรีผู้นั้นได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าไปมา คลานเข่าสองก้าวไปจับชายเสื้อของจงเจิ้งอวี่ อ้อนวอนว่า “องค์รัชทายาท มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นนะเพคะ แม้สามีคนแรกของข้าจะตายในช่วงทุพภิกขภัย แต่ข้าได้แต่งงานใหม่ และไม่ได้เป็นโรคประสาทแต่อย่างใด! สามีข้าเป็นคนต่างถิ่น ไม่มีญาติมิตรในท้องที่นี้ ตอนนั้นเขาเห็นข้าเป็นหญิ