งม่ายลำบาก จึงใช้เงินทั้งหมดที่มีมาสู่ขอ ข้าจึงแต่งงานกับเขา บัดนี้ก็ผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว ทุกคนรู้ว่าข้าไม่เคยเป็นโรคประสาท และข้าก็มีสามี!”
จงเจิ้งอวี่ขมวดคิ้ว อดทนถามว่า “เพื่อนบ้านของเจ้ามีผู้ใดเคยเห็นสามีเจ้าบ้างหรือไม่?”
“ทูลองค์รัชทายาท นางคนเจ้าเล่ห์นี่อาศัยอยู่นอกเมือง จะมีเพื่อนบ้านที่ไหนกัน!” เถ้าแก่ร้านจือเป่าจายพูดอย่างดูแคลน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จงเจิ้งอวี่ก็หรี่ตาลง “ข้ารู้สึกแปลกใจ ในเมื่อสามีนางไม่เคยทำงานที่ร้านของเจ้า แล้วเหตุใดเจ้าถึงรู้เรื่องของนางละเอียดถี่ถ้วนนัก แม้แต่เรื่องที่สามีคนแรกตายในช่วงทุพภิกขภัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ยังรู้ ทั้งยังรู้ว่านางอาศัยอยู่นอกเมือง ไม่มีเพื่อนบ้าน”
เมื่อถูกจงเจิ้งอวี่พูดเช่นนั้น เถ้าแก่ร้านจือเป่าจายก็อึกอัก แล้วพูดติดอ่างว่า “นั่นก็…นั่นก็เพราะว่า นางคนเจ้าเล่ห์นี่มาเรียกร้องหาคนที่ร้านของพวกข้าหลายวันแล้ว ข้าน้อยจึงให้คนสืบประวัติของนาง ถึงได้รู้เรื่องเหล่านี้!”
“โอ้ เพียงไม่กี่วัน ก็สืบเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นได้ละเอียดถี่ถ้วนถึงเพียงนี้ เถ้าแก่ร้านจือเป่าจายช่างเก่งกาจนัก” จงเจิ้งอวี่พูดยิ้ม ๆ อย่างเย็นชา
ท่านผู้ว่าการยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างกระอักกระอ่วน นี่มันเป็นการพิจารณาคดีของเขา หรือขององค์รัชทายาทกันแน่…
“ท่านผู้ว่าการ ในเมื่อสตรีท่านนี้ยืนกรานว่าในร้านจือเป่าจายยังมีใบรับรองค่าแรงเช่นนี้อยู่ ถ้าอย่างนั้นส่งคนไปค้นดูสักหน่