งจู เจ้าเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น!” ฟางจื่อหลานเอ่ยถามเสียงเข้ม
หมิงจูรีบคุกเข่าต่อหน้าฟางจื่อหลานพลางร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล “ทูลท่านหญิงกั๋วกง ท่านหญิงของพวกข้ากำลังรับประทานอาหารอย่างสงบในห้องส่วนตัว ทุกคนก็รู้ว่าท่านหญิงของพวกข้าชอบอาหารของหอฝานเทียน จึงมักมารับประทานที่นี่บ่อย ๆ”
“แต่ท่านหญิงเฉินผู้นี้กลับพรวดพราดเข้ามา นั่งลงตรงหน้าท่านหญิงของพวกข้าทันที แล้วไอแรง ๆ น้ำลายกระเด็นเต็มโต๊ะ ตอนแรกท่านหญิงของพวกข้ายังไม่ทันตั้งตัว ต่อมาไม่รู้ว่านึกถึงเรื่องที่จวนท่านหญิงเฉินเพิ่งมีคนตายด้วยวัณโรคหรือไม่ ถึงกับตกใจจนทำตะเกียบหล่น ซบหน้าร้องไห้อยู่ในอ้อมอกข้า… ท่านหญิง ท่านหญิงของพวกข้าขี้ตกใจอยู่แล้ว ซ้ำยังตั้งครรภ์ ทนต่อความตกใจไม่ไหวเลยเจ้าค่ะ!”
คำพูดไม่กี่ประโยคของหมิงจู ทำให้จี้ซินเยว่กลายเป็นฝ่ายไร้เหตุผลอย่างง่ายดาย
เมื่อฟางจื่อหลานได้ยินเช่นนั้น ก็โกรธจนหน้าแดง จ้องมองจี้ซินเยว่อย่างเย็นชา แล้วพูดว่า “จี้ซินเยว่ หากเจ้ามีความไม่พอใจอะไรก็ไปเอากับแม่ทัพเมิ่งสิ ถือโอกาสที่เขาไม่อยู่ในเมืองมารังแกท่านหญิงของเขา นี่เรียกว่าความสามารถหรือ! ทุกคนรู้ว่าเยว่หานของพวกเรามีชีวิตที่ลำบากมาก่อน ขี้ตกใจ ตอนนี้ยังตั้งครรภ์อีก จะทนต่อการที่เจ้าทำให้ตกใจเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“พูดเหลวไหลอะไร!” จี้ซินเยว่โกรธจนตาแดง “ข้าไม่ได้ไอแรง ๆ เลย แค่กระแอมเท่านั้น! แล้วเรื่องที่จวนข้ามีคนตายด้วยวัณโรค พวกเจ้