้วก็แกล้งทำสีหน้าไม่พอใจ ซึ่งจี้ซินเยว่เห็นทุกอย่างชัดเจน
“ฮึ ๆ วันนี้เจ้าของหอฝานเทียนถูกสตรีผู้หนึ่งดุด่าจนเงยหน้าไม่ขึ้นราวกับหลานชายคนเล็ก นี่คงเป็นครั้งแรกในเมืองหลวงของเรากระมัง” จี้ซินเยว่ยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ “หญิงบ้านนอกในนั้นไม่เข้าใจธรรมเนียมของเมืองหลวง แต่ท่านจีจะไม่เข้าใจหรือ? สถานที่อย่างหอฝานเทียนจะให้หญิงบ้านนอกมาสั่งปิดก็ปิดได้อย่างนั้นหรือ ช่างไม่กลัวลมแรงจะทำให้ลิ้นพลิก กล้าพูดจาไร้ยางอายเช่นนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จีหยางก็แสร้งทำท่าทุกข์ทรมานตามไปด้วย ตอบว่า “ท่านหญิงพูดถูกต้องแล้ว หอฝานเทียนของพวกเราเปิดกิจการมาสิบกว่าปี ไม่เคยเจอแขกประหลาดเช่นนี้มาก่อน วันนี้ตอนที่นางมาถึงใหม่ ๆ ยังเรียกหญิงสาวสองคนมาร้องเพลงในห้อง จริง ๆ แล้ว… เฮ้อ ผู้ใดจะไปทำอะไรได้ ในเมื่อนางเป็นท่านหญิงแห่งจวนขุนพลทั้งยังมีฐานะสูงส่ง ข้าที่เป็นสามัญชนไม่กล้าทำให้นางขุ่นเคืองใจเลยขอรับ!”
“กลัวไปไย ท่านจี หอฝานเทียนมีที่พึ่งอยู่นะ เจ้าลืมไปแล้วหรือ?” จี้ซินเยว่พูดด้วยสีหน้าอ่อนโยน “หากท่านเบื่อนางด้านในนั้นนัก ก็แค่ให้คุณหนูหลานซั่วส่งข่าวถึงองค์ชายรอง การจัดการกับสตรีที่ได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักสักคน สำหรับองค์ชายรองแล้วแค่ยกนิ้วเท่านั้น”
“ท่านหญิงอย่าได้ตรัสเช่นนั้นเลย แม้คุณหนูหลานซั่วจะเป็นดาวเด่นของหอฝานเทียน แต่นางก็เป็นเพียงหญิงที่ขายศิลปะไม่ได้ขายเนื้อ จะไปเกี่ยวข้องกับคนระดับองค