งครั้งก็ยังพอไหว แต่หลี่เยว่หานทำเช่นนี้บ่อย ๆ แสดงว่านางไม่ได้สนใจเลยว่าการกระทำของตนจะสะดุดตาผู้อื่นหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเริ่มชินชา
เพราะผู้ใดก็ตามที่ต้องทำเรื่องที่ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ มักจะพยายามทำอย่างเงียบ ๆ
แต่การกระทำของหลี่เยว่หานกลับหาได้ยากยิ่ง
“ท่านหญิง… บัดนี้ท่านรู้ที่มาที่ไปของบ่าวแล้ว จะไล่บ่าวออกไปหรือไม่เจ้าคะ” หมิงจูพึมพำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยคำถามในใจออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หลี่เยว่หานกำลังยกขาหมูชิ้นใหญ่ขึ้นมาจะกิน เมื่อได้ยินคำถามนี้ก็เอียงคอครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มพลางตอบว่า “ไม่หรอก เจ้าก็ไม่ได้ทำผิดอะไร ข้าจะไล่เจ้าออกจากจวนไปไย อีกอย่าง เจ้าก็เป็นสาวใช้ที่ผ่านการอบรมมาจากองค์รัชทายาท เมื่อขุนพลยืนอยู่ข้างองค์รัชทายาท ข้าย่อมไม่อยากขัดแย้งกับองค์รัชทายาทเช่นกัน”
พอกล่าวจบ หลี่เยว่หานก็มุ่งความสนใจไปที่ขาหมูตรงหน้า
หมิงจูได้ฟังคำพูดของหลี่เยว่หานแล้วรู้สึกตกใจในใจ
แท้จริงแล้วนางตั้งใจจะถามหลี่เยว่หานว่าจะย้ายนางไปอยู่เรือนนอกเหมือนที่ย้ายคังโหรวหรือไม่ แต่ไม่คิดว่าหลี่เยว่หานจะตีความคำว่า ‘ไล่ออก’ เป็นการส่งหมิงจูกลับไปหาจงเจิ้งอวี่
เมื่อถูกหลี่เยว่หานขู่เช่นนี้ หมิงจูก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่ตั้งใจปรนนิบัติหลี่เยว่หานกินอาหาร เมื่อหลี่เยว่หานกินเกือบอิ่มแล้ว จีหยางก็มาถึง
เมื่อเห็นจีหยาง หลี่เยว่หานก็มองไปที่หมิงจูโดยไม่รู้ตัว
หมิงจูตกใจ รีบค