วี่หันสายตากลับ หยิบถ้วยชาแล้วยกขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อไปที่ตระกูลหลิ่ว “ตอนนี้ตระกูลหลิ่วมาถึงเมืองหลวงแล้ว ฮั่นหรงฟูเหรินก็มอบกิจการทั้งหมดให้ตระกูลหลิ่วดูแลใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วเพคะ ตามที่หม่อมฉันกล่าวไปก่อนหน้า หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีอ่อนแอที่ไร้เรี่ยวแรง บัดนี้ยังตั้งครรภ์อยู่ ทุกวันเพียงปรารถนาให้ได้พักผ่อนและเลี้ยงดูบุตรในครรภ์อย่างสงบ เรื่องที่พวกบุรุษอย่างท่านแย่งชิงอำนาจกันนั้น หม่อมฉันไม่เข้าใจและไม่อยากเข้าใจ โชคดีที่ในอดีต หม่อมฉันยังมีฝีมือเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเลี้ยงชีพคนในครอบครัว ตอนนี้หม่อมฉันเพียงเปิดร้านค้าสองสามร้านในเมืองหลวงเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพก็เท่านั้น” หลี่เยว่หานกล่าวพลางถอนหายใจราวกับรู้สึกหดหู่ “สามีของหม่อมฉันเป็นแม่ทัพ ใครจะรู้ว่าวันใดวันหนึ่งเขาอาจต้องออกศึก”
“ในฐานะที่หม่อมฉันเป็นภรรยาของเขา หม่อมฉันย่อมต้องคิดถึงเรื่องของสามีมากกว่าผู้อื่น หากในอนาคตเขาต้องออกไปสู่สมรภูมิ หม่อมฉันยังสามารถนำเงินที่หาได้มาสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายในกองทัพ แม้จะไม่มากมายอะไร แต่ก็ถือเป็นน้ำใจจากหม่อมฉัน”
เมื่อหลี่เยว่หานเริ่มพูดถึงเรื่องการค้า นางพูดไปเรื่อย ๆ จนจงเจิ้งอวี่พยายามจะขัดจังหวะหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ทำได้เพียงนั่งฟังหลี่เยว่หานพูดไปนานพอดู
พอเริ่มพูดถึงการค้า หลี่เยว่หานก็ลากไปถึงเวินเทียนเหล่ย และเมื่อพูดถึงเวินเทียนเหล่ย นางก็เอ่ยถึงเหยียนจื่อเซียงออกม