ัวเองทำอะไรเสียอีก ที่แท้ท่านก็รู้ทุกอย่าง แถมยังตั้งใจมาเอาเงินจากบ้านข้าด้วยใช่ไหมล่ะ?” เหยียนจื่อเซียงลุกขึ้นพูดด้วยความโมโหทันที
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เวินเทียนเหล่ยก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดใจ จึงมองไปที่หลี่เยว่หานด้วยสายตาเว้าวอน “เยว่หาน คนอื่นเจ้าอาจจะไม่รู้ แต่ข้านี่เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร ข้าเป็นคนที่จะไปหลอกเอาเงินคนอื่นได้อย่างนั้นหรือ!”
“จริงหรือ?” หลี่เยว่หานมองเวินเทียนเหล่ยแวบหนึ่ง “ข้าไม่เข้าใจเหตุผลนี้เลยนะ หากจะอธิบายก็ต้องไปบอกกับคุณหนูเหยียนเองแล้วละ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหยียนจื่อเซียงก็ถึงกับงงงวย “พี่เยว่ ท่านเรียกข้าว่าอะไรนะ? คุณหนูเหยียน? ทำไมจู่ ๆ ถึงเรียกข้าแบบนี้ล่ะ?”
ก็ได้…หนึ่งคนทำตัวดุจหมาป่าตัวใหญ่ สองคนก็คงเหมือนกัน
หลี่เยว่หานทำได้เพียงถอนหายใจ นางแสร้งทำต่อไปไม่ไหวแล้ว หากเหยียนจื่อเซียงไม่ปรากฏตัวขึ้นมา นางคงพอจะแสร้งทำเป็นดุร้ายและอาจจะทำให้เวินเทียนเหล่ยยอมบอกความลับบางอย่างออกมาได้บ้าง แต่เมื่อเหยียนจื่อเซียงเองก็ดูงงงวยเช่นนี้ นางจึงได้แต่ยอมแพ้ ยักไหล่พร้อมหันไปหาเหยียนจื่อเซียง “อย่าตกใจไป ข้าแค่ล้อเล่นเฉย ๆ แต่เจ้าก็เห็นแล้วนี่ว่าเวินเทียนเหล่ยไม่คิดเลยว่าตนเองทำผิด”
หลังจากพูดจบ เหยียนจื่อเซียงก็คิดว่าหลี่เยว่หานพูดถูก นางจึงหันไปมองเวินเทียนเหล่ยด้วยสายตาโกรธขึ้งแล้วถามต่อ “ท่านพูดกับข้ามาตลอดทางว่าพอข้าได้เจอพี่เยว่แล้ว ข้าจะเข้าใจสิ่งที่ท่านทำ