ห้ข้านะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนจื่อเซียง หลี่เยว่หานก็รู้สึกอึดอัด แม้แต่เวินเทียนเหล่ยที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยังรู้สึกอายถึงขั้นต้องกระแอมเบา ๆ “นั่นก็แค่ข้ออ้าง ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าเงินของตระกูลเหยียนจะไม่หายไปสักเหรียญเดียว คิดซะว่าเก็บไว้ที่ข้าก็แล้วกัน อีกหน่อยก็จะคืนให้ทั้งหมด!”
“นั่นมันไม่เหมือนกัน!” เหยียนจื่อเซียงไม่พอใจทันที “เงินถ้าเก็บไว้ที่ร้านแลกเงินยังมีดอกเบี้ย แต่ถ้าเก็บไว้กับท่าน ท่านจะให้ดอกเบี้ยข้าหรือเปล่า?”
“ข้าให้ก็ได้ไม่ใช่หรือ!” เวินเทียนเหล่ยเองก็เริ่มไม่พอใจเช่นกัน
“แล้วท่านจะให้เท่าไหร่ล่ะ!”
“ข้าจะคิดดอกเบี้ยให้เท่ากับร้านแลกเงินข้างนอกก็ได้ไม่ใช่หรือ!”
“ต้องพูดให้ชัดเจนนะ!”
“พูดให้ชัดเจนก็พูดให้ชัดเจน ข้าจะไปเอาเงินคุณหนูตัวน้อยอย่างเจ้าไปทำไมกัน!”
“นั่นก็ยังไม่แน่หรอก ใครใช้ให้ช่วงนี้ท่านทำอะไรก็ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลยเล่า ข้าต้องทำหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร!”
“ทำหลักฐานก็ทำหลักฐาน! ไหนล่ะ เอามา! นำพู่กันกับหมึกมา!”
หลี่เยว่หานที่เห็นทั้งสองคนเริ่มทะเลาะกันอีกครั้งก็ได้แต่รู้สึกหมดคำพูด ผู้ดูแลอาวุโสก็มองหลี่เยว่หานด้วยสายตาเหมือนกับจะถามว่าต้องเอาพู่กันและหมึกมาให้เวินเทียนเหล่ยทำหลักฐานจริง ๆ หรือไม่ หลี่เยว่หานจึงโบกมือให้เขาถอยออกไปก่อน
จากนั้น หลี่เยว่หานจึงทนความวุ่นวายนี้แล้วค่อย ๆ อธิบายเหตุผลและที่มาที่ไปทั้งหมดให้เหยียนจื่อเซียงฟัง
อธิบายไปจนถึงย