นเจ้าก็จงบอกมาสิ!” หลี่เยว่หานไม่พอใจอย่างมาก
“ข้าจะบอก ข้าจะบอก” เมิ่งฉีฮ่วนยอมแพ้ “เสบียงทหารนั้นพอแน่นอน เพียงแต่สถานการณ์ในราชสำนักมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เจ้าอาจจะไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ส่วนเวินเทียนเหล่ยต้องการจัดการให้คนที่เหมาะสมมารับช่วงกิจการของเจ้าก็เพื่อเป็นการประกันอีกชั้นหนึ่ง”
ได้ฟังดังนั้น หลี่เยว่หานจึงหันไปมองเวินเทียนเหล่ยแล้วก็หันกลับมามองเมิ่งฉีฮ่วน อีกครั้ง “ในราชสำนักมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือ องค์ชายสามจะไม่ได้เป็นองค์รัชทายาทแล้วหรือ”
“ไม่ใช่” เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหน้า
“แต่ก็ใกล้เคียงแล้ว” เวินเทียนเหล่ยเสริม
เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกถึงเรื่องขององค์ชายสองขึ้นมาได้
ผู้คนต่างพูดกันว่าองค์ชายสองเป็นเพียงคนมั่งมีที่ใช้ชีวิตอย่างสบาย หมกมุ่นอยู่กับวิถีทางการค้า ไม่มีความปรารถนาใด ๆ ต่อการเมืองในราชสำนัก แต่เมิ่งฉีฮ่วนบอกกับหลี่เยว่หานว่า ไม่ใช่เช่นนั้น องค์ชายสองไม่เพียงแต่มีใจปรารถนาในอำนาจ แต่ยังเชี่ยวชาญในการวางอุบายอีกด้วย แทบจะหลอกตาผู้คนในราชสำนักได้ทั้งหมด ทุกคนคิดว่าเขาเพียงแค่อยากเป็นองค์ชายผู้มั่งคั่ง
“ดังนั้น พวกท่านจึงอยากให้ข้ารวบรวมกิจการในมือทั้งหมดไว้ภายใต้ชื่อของพ่อค้าหลวงตระกูลเหวินระดับหนึ่งเช่นนี้แล้ว ต่อให้องค์ชายสองจะทำสิ่งที่ผิดต่อสวรรค์อย่างไร อย่างน้อยก็ยังพอจะรักษาร้านค้าและกิจการเหล่านี้เอาไว้ได้บ้างใช