วนกล่าวพลางหยิกแก้มหลี่เยว่หานเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “พักหลังมานี้ข้าก็ไม่ได้เห็นเจ้ากินข้าวน้อยลง ทำไมถึงผอมนัก”
เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มพูดจาไม่จริงจังแล้ว หลี่เยว่หานจึงจ้องตาเขม็งสวนกลับไป “เจ้าลูกที่อยู่ในท้องข้ามันกินหมดต่างหาก”
นึกว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะพูดต่อตามคำพูดของหลี่เยว่หาน แต่ไม่คาดคิดว่า เมิ่งฉีฮ่วนจะหน้าเคร่งขรึม ชี้ไปที่ท้องของหลี่เยว่หานแล้วเอ่ยว่า “ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อนว่าอย่าแย่งเนื้อของมารดานะ ไม่เช่นนั้นเมื่อเจ้าคลอดออกมาแล้ว บิดาผู้นี้จะไม่ให้เจ้ากินเนื้อสักชิ้นเลย”
หลังฟังคำพูดดังกล่าว หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เจ้าเป็นอะไรไป นักรบผู้ยิ่งใหญ่ถึงได้ข่มขู่ทารกที่ยังไม่คลอดออกมาเช่นนั้น บอกว่าจะไม่ให้กินเนื้อ เจ้าต้องการให้คนอื่นหัวเราะเยาะเจ้าหรือไร”
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานหัวเราะ เมิ่งฉีฮ่วนก็ยิ้มตาม รีบนำมือของนางมากุมไว้ที่ใบหน้าของตนเอง พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หัวเราะเยาะก็หัวเราะเยาะเถอะ ไม่มีอะไรจะต้องกังวล”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีเสียงกระแอมดังขึ้นสองครั้งจากหน้าประตู หลี่เยว่หานจึงรีบดึงมือกลับ
ได้ยินเสียงอ่อนโยนของฟางจื่อหลานดังมาจากหน้าประตู “ท่านเขย หลี่เยว่หานตื่นแล้วหรือไม่”
“ตื่นแล้ว” ตอนนี้หลี่เยว่หานจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าประตูห้องถูกเมิ่งฉีฮ่วนปิดเอาไว้ กลางวันแสกๆ เช่นนี้ ไม่รู้ว่าญาติทางฝ่ายสามีที่เ