ก็ให้หมิงจูและเฮ่อเจิ้งเทียนที่ติดตามมาให้ไปรอที่หน้าประตู แล้วพามู่ชวนกับหลิงซีออกมากินอาหารอร่อย ๆ ด้วยกันสี่คน
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเห็นหลี่เยว่หานวางตะเกียบลงแล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า “เยว่หาน ข้าคิดเรื่องนี้เมื่อคืน เจ้ากับลูก ๆ ออกไปนอกเมืองหลวงดีหรือไม่”
หลังจากได้ยินเช่นนี้หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้วอย่างขุ่นเคือง “ทำไมเล่า ข้าก็คิดว่าเมืองหลวงก็ค่อนข้างดีและเมื่อมีเจ้าอยู่เคียงข้างข้า ข้าก็ปลอดภัยจากอันตรายทั้งหมดแน่นอน”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ข้าก็ไม่สามารถอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดเวลาได้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวอย่างใจเย็น “เวลานี้เจ้าเป็นที่สนใจจากผู้คนมากมายในเมืองหลวง ระหว่างทางมายังหอฟ่านเทียนเมื่อครู่นี้ข้าก็เห็นว่ามีคนจำนวนมากจ้องมองมาทางนี้ เมื่อก่อนที่นี่ไม่เคยได้รับความสนใจถึงเพียงนี้”
หลี่เยว่หานเอาแตงกวาขึ้นมากัดอย่างตั้งใจแล้วยัดทั้งหมดเข้าปากอย่างเงียบ ๆ
มู่ชวนและหลิงซีเองก็กินอาหารเงียบ ๆ ไม่ได้คิดจะเข้าร่วมบทสนทนาระหว่างทั้งคู่
“เจ้ามีเรื่องกับจี้ซินเยว่อย่างเปิดเผย คนตระกูลเฉินจึงจับตามองเจ้าอยู่ ฝ่าบาททรงทราบเรื่องที่เจ้าเป็นผู้ครอบครองลัญจกรหยก ดังนั้นองค์ชายรองก็ต้องทราบด้วย และยังมีคนอื่น ๆ ที่ต้องการแย่งชิงมันไปอีกด้วย เจ้าไม่ปลอดภัยจริง ๆ ในเวลานี้”
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนพูดจบ หลี่เยว่หานก็เอาลัญจกรหยกออกมาแล้วพูดขึ้นบ้าง “เช่นนั้นก็หาโอกาสเหมาะ ๆ ในการถวายมันคืนฝ่าบาทต่อหน้าทุกคนดีไม่ใ