ามโศกเศร้าทั้งหมดกลับไปในอกแล้วจับมือหลี่เยว่หาน “ข้าตั้งคำสัตย์ไว้ว่า ก่อนที่จะหมดเวลาของพระองค์ ข้าจะมีหน้าที่ในการรักษาอำนาจให้มั่นคง กำจัดองค์ชายรอง และช่วยให้องค์ชายสามให้ได้ขึ้นครองบัลลังก์ จากนั้นก็นำลัญจกรหยกและพระราชนัดดาทั้งสองคืนสู่ราชสำนัก แล้วเราก็จะมีลูกสร้างครอบครัวของเราด้วยกัน”
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกถึงอารมณ์หลากหลายในใจตนเอง
“แน่นอนว่าหากเจ้าไม่ต้องการ เราจะไม่คืนลัญจกรหยกให้ราชสำนัก เมื่อถึงเวลาที่ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ องค์ชายสามก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากลัญจกรหยก เขาไม่มีทางรู้หากเรามอบของปลอมไปให้และไม่มีทางจะพิสูจน์ได้” แม้หลี่เยว่หานจะไม่ได้เอ่ยอะไรตอบกลับไป แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้ดีว่านางคงไม่เต็มใจจะคืนลัญจกรหยกจึงรีบพูดออกมาเช่นนั้น
หลี่เยว่หานได้สติกลับมาอีกครั้ง นางจับมือของเมิ่งฉีฮ่วนและจ้องดวงตาของเขาอย่างจริงจัง “ฟังนะเมิ่งฉีฮ่วน ข้าไม่รู้ว่าชีวิตเจ้าเป็นเช่นไรก่อนหน้านี้ แต่เวลานี้เจ้าเป็นสามีข้าแล้ว เป็นบิดาของลูกข้าด้วย และยังเป็นขุนพลทหารม้าของกลาโหม ดังนั้นข้าจะไม่ยอมให้เจ้าถูกใครมาพรากไปได้ ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะพยายามครอบงำเจ้าด้วยสิ่งใดก็ตาม”
“นี่เจ้า หมายความว่า…จะก่อกบฏงั้นหรือ” เมิ่งฉีฮ่วนตกตะลึง
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็ทั้งฉุนและขำขึ้นมาพร้อมกัน “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร เจ้าอยากเป็นฮ่องเต้หรือ ข้าไม่ต้องการเป็น