รือ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่” เวินเทียนเหล่ยพูดอย่างจริงจัง “การประกาศสถานะของเจ้าไม่ใช่เรื่องยาก อย่างมากก็สร้างปัญหาให้เหวินจั๋วเล็กน้อย”
“อย่างไร?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว
“เจ้าอยู่ในเมืองหลวงมาสักระยะหนึ่งแล้ว คงจะพอจับสังเกตได้ว่าการกระจายอำนาจในเมืองหลวงเป็นอย่างไร แม้อำนาจของเหวินจั๋วจะไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก แต่การผงาดขึ้นมาของขุนพลคนใหม่ก็ห้าวหาญมากนัก ซ้ำยังอยู่ภายใต้อำนาจองค์รัชทายาทอีกด้วย มีคนไม่น้อยที่เข้ามาติดต่อไปมาหาสู่กับเหวินจั๋ว ในเวลานั้น เหวินจั๋วเพียงแค่ต้องประกาศออกไปว่าเจ้าเป็นภรรยาของเขา หากแต่ปลอมตัวเป็นตั๋วอีเอ่อร์มายังเมืองหลวงก็ด้วยต้องการทำให้เขาประหลาดใจ จึงไม่มีใครสงสัย อย่างมากที่สุด เจ้าก็ต้องรับมือกับการสอบสวนขององค์ชายสาม”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็รีบโบกมือ “ลืมไปเถอะ ข้ากลัวว่าจะมีคนเข้ามาตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกน่ะสิ เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ถึงอย่างไรเมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่ได้สนใจว่าลูกของเขาจะถูกเรียกว่าลูกนอกสมรส แล้วข้าจะไปถืออะไรได้ เด็กนั้นเกิดมาล้วนไม่เข้าใจอะไร และกว่าจะเข้าใจได้อย่างน้อยก็ต้องสองหรือสามขวบ เมื่อถึงตอนนั้นข้าไม่เชื่อว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะยินยอมให้ข้าอยู่ที่นี่อย่างนามไม่เที่ยง วาจาไม่ราบรื่นเช่นนี้ต่อไปเป็นแน่”
เวินเทียนเหล่ยมองดูท่าทางไม่แยแสของหลี่เยว่หาน จึงเปิดปากราวกับพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่ได้เอ่ยอะไรมา
“จะพูดอะไรก็พูดมาเถิด