งไม่พอใจอย่างยิ่ง “วาจาของท่านอาก็น้ำเน่านัก ท่านอาสะใภ้เองก็อย่าได้โต้เถียงอย่างไร้เหตุผลอีกเลย ท่านมิได้อ่อนไหว ขี้สงสัย และใจน้อยต่อผู้อื่นเหมือนที่เป็นกับท่านอาเลยสักนิด”
เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกขบขันหลิงซี เขาบีบแก้มเล็ก ๆ ของนาง ก่อนหันไปมองหลี่เยว่หาน “เห็นหรือไม่ แม้แต่หลิงซีก็คิดว่าเจ้าเป็นคนอ่อนไหว ขี้สงสัย และใจน้อย”
“ฮึ…” หลี่เยว่หานตระหนักว่าหลิงซีนั้นพูดถูก นางจึงไม่ได้เอ่ยหักล้าง
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่ได้พูดอะไร เมิ่งฉีฮ่วนจึงกลับเข้าเรื่อง “ช่วงนี้เจ้าก็พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมไปก่อน อีกสามวันข้างหน้า ข้าจะจัดเตรียมสถานที่ให้เจ้าลงหลักปักฐาน เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะอยู่ในเมืองหลวงในฐานะตั๋วอีเอ่อร์ ข้าจะให้คนเป็นสะพานเชื่อมโยงเจ้าให้ได้เข้าร่วมหอการค้าแห่งเมืองหลวงลับ ๆ จากนั้นแล้วทุกอย่างจะสะดวกสบายขึ้น”
“ข้าขอถามอีกเรื่องหนึ่ง” หลี่เยว่หานยังคงรู้สึกคันยุบยิบอยู่ในใจ “การที่ข้ามาเมืองหลวง และเข้าร่วมหอการค้าแห่งเมืองหลวงในฐานะตั๋วอีเอ่อร์นี้เป็นผลดีต่อท่านใช่หรือไม่?”
เมิ่งฉีฮ่วนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เจ้าจะพูดเช่นนี้ก็ดูเหมือนจะถูกต้อง หากแต่หอการค้าเต็มไปด้วยคนของข้า ประโยชน์เดียวสำหรับข้าหลังจากเจ้าเข้าร่วมหอการค้าก็คือข้าจะเบาใจในเรื่องของเจ้าได้มากขึ้น”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลี่เยว่หานจึงเบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย
นางไม่รู้เช่นกันว่าตัวเองเป็นอะไร ไม่ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะ