หลี่เยว่หานเกือบจะโยนจอบนั่นลงมาโดนเท้าของเขาแล้ว ทำเอาชายหนุ่มเหงื่อแตกพลั่กออกมาในตอนเที่ยงวัน “เจ้าจะพูดก็พูดมา จะขยับมือทำไม! หรือเจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าสู่กับเจ้างั้นรึ!”
“หากเจ้ากล้าก็ลงมือเสียเลยสิ!” หลี่เยว่หานสีหน้าเย็นชาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าไม่กล้าหรอก เจ้ามันกระจอก ที่เจ้ากับน้องชายพากันมาจุดธูปไหว้ท่านยายอย่างตรงเวลาตลอดทั้งวันนี่ไม่ใช่เพื่อรอโดนทุบตีหรอกรึ! เป็นบุรุษที่เติบโตมาถึงเพียงนี้แล้ว แต่พูดอะไรออกมาก็ราวกับหินเหม็นโฉ่วในห้องส้วม เหมือนของเสียที่เหม็นสกปรก ในสิบลี้แปดหมู่บ้านล้วนรู้สึกว่าเจ้าน่าขยะแขยงไปทั่ว!”
เมื่อหลี่เยว่หานเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ผู้คนที่ถือชามข้าวพร้อมดูสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสนุกสนานก็พลันกินข้าวต่อไปไม่ลง
จ้าวโหย่วเฉียนรู้ว่าฝีปากของหลี่เยว่หานทรงพลังอย่างยิ่งจึงไม่กล้าโต้เถียงกับนาง อีกทั้งเขายังเป็นชายร่างใหญ่ย่อมไม่อาจลงไม้ลงมือกับผู้หญิง เขาพลันหดหัว “หานเยว่ ระวังคำพูดของเจ้าเสียบ้าง ท่านยายของข้าจากโลกนี้ไปนานแล้ว”
“ทำไม เจ้าคิดถึงยายของเจ้าแล้วสิ? แทบจะอดทนรอไม่ไหวที่จะหาภรรยาใหม่แล้วหรืออย่างไร?” หลี่เยว่หานหัวเราะ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเรื่องของข้าและท่านกวนก็เพียงพูดขึ้นมาให้เห็นเป็นเรื่องขำ เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าสักหน่อย เจ้ากับน้องชายของเจ้าต่างก็มีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว ทำไมถึงยังไม่แยกบ้านออกไปอีกล่ะ?”
“ผู้ชายที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วใ