ากทางแยกเข้าหมู่บ้านจางหนิงก็อยู่ตรงหน้าแล้ว
หลังจากฉงหยางและเวินเทียนเหล่ยช่วยหลี่เยว่หานขนของทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็บอกลานางพร้อมเฝ้ามองหลี่เยว่หานเดินเข้าไปยังหมู่บ้านจางหนิง ก่อนที่ร่างนั้นจะหายไปในความมืด
“นายท่าน หลายวันมานี้ท่านเป็นห่วงนางมาก เหตุใดถึงไม่บอกนางไปล่ะขอรับ?” ฉงหยางมองดูท่าทางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของนายท่านของตนแล้ว ก็อดที่จะปริปากขึ้นมาไม่ได้ “ไม่แน่ว่านางอาจรับรู้ถึงจิตใจของท่าน และยินยอมกลับบ้านไปกับนายท่าน!”
เช่นเดียวกับตวนอู่และจงชิว ฉงหยางคิดว่าหลี่เยว่หานเป็นสตรีในดวงใจของเวินเทียนเหล่ย ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิบัติต่อหลี่เยว่หานเป็นอย่างดี ด้วยไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งนางจะกลายมาเป็นนายหญิงของพวกเขา
“เจ้าพูดส่งเดชอะไร” เวินเทียนเหล่ยใช้พัดเคาะไปที่ศีรษะของฉงหยาง “นางมีสามีแล้ว!”
“…” ฉงหยางพลันน้อยใจ ที่ปริปากพูดขึ้นมาก็เพื่อเวินเทียนเหล่ย ทว่าเขาไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอะไรออกไป
หลังจากสั่งสอนอีกฝ่ายแล้ว เวินเทียนเหล่ยก็ขึ้นไปบนรถม้า ฉงหยางไม่รอช้า รีบจุดโคมไฟที่มุมทั้งสี่ของรถม้า ก่อนจะขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังอำเภอหวาซี
หลี่เยว่หานคลำทางกลับภายใต้ความมืดจนมาถึงหน้าประตูบ้าน
ในยามนี้ แม้ว่าท้องฟ้าจะมืดมิดแต่ก็ดูเหมือนจะเป็นเวลาราวสองทุ่มกว่า ๆ หลี่เยว่หานเกรงว่าจะรบกวนเพื่อนบ้าน จึงทำได้เพียงหยิบหินแล้วเขวี้ยงเข้าไปยังลานบ้านของตน
ยอดเยี่ยมเสียจริง กำแพงลานบ้านนั้นสูงม