งมาก ติดพันจนผละตัวออกมาไม่ได้ ก็ให้กวนชิ่งอวิ๋นออกมาช่วยต้อนรับลูกค้าที่มารอก็ได้”
เมื่อได้ยินถ้อยคำทั้งหมดนี้ เวินเทียนเหล่ยก็ลืมเรื่องสถานการณ์แปลก ๆ เมื่อครู่ไปโดยพลัน เขาพยักหน้าอย่างเห็นด้วยพลางกล่าว “ข้าคิดว่าแผนนี้ดีมาก หากแต่การจะให้กวนชิ่งอวิ๋นไปคอยต้อนรับขับสู้ลูกค้าที่มารอนั้นเห็นทีจะไม่ได้ ชื่อเสียงของเขาค่อนข้างฉาวโฉ่ว ในวันปกติที่หอสุรามัจฉากิจการเป็นไปด้วยดี เขาจะซ่อนตัวสับฟืนอยู่หลังครัว ส่วนเรื่องบนโต๊ะคิดเงินนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลร้านอย่างเต็มกำลัง”
“การมีนายจ้างเช่นนี้ก็นับว่าเป็นโชคร้ายของผู้ดูแลร้านเช่นกัน” หลี่เยว่หานเอ่ยกลั้วหัวเราะ “เอ๊ะ ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่ากวนชิ่งอวิ๋นจะไม่ออกมาในเวลาที่ธุรกิจเป็นไไปด้วยดีหรอกหรือ?”
“ใช่ มีอะไรหรือ?”
“เจ้าดูซิว่าคนที่ต้อนรับลูกค้าอยู่ที่หน้าประตูนั่นใช่เขาหรือไม่?”
ได้ยินดังนั้น เวินเทียนเหล่ยจึงเพ่งมองไป ก่อนจะอุทานว่า “ให้ตายสิ วันนี้กวนชิ่งอวิ๋นกินยาผิดไปหรืออย่างไรถึงได้วิ่งโร่ไปเป็นเด็กต้อนรับอยู่หน้าประตู?”
[1] ในสมัยโบราณ เงินตราส่วนใหญ่ทำจากทองแดง และทองแดงในที่นี้แต่เดิมหมายถึงเงินและความมั่งคั่ง ด้วยเพราะคนทำมาค้าขายที่ธุรกิจเฟื่องฟูมักต้องสัมผัสกับเหรียญเงินตราอยู่ตลอด ทำให้ตัวมีกลิ่นของทองแดง ต่อมาใช้พูดถึงคนที่บูชาเงิน นักธุรกิจไร้จรรยาบรรณที่สนใจแต่กำไร เหม็นกลิ่นทองแดงในปัจจุบันจึงบ่งบอกถึงผู้ที