มื่อครู่ที่นางทำท่าทางวาดด้วยมือเปล่าแล้วปรากฏเป็นเส้นบาง ๆ ขึ้นมานั่นทำเอานางตกใจอย่างยิ่ง
และเมื่อครู่นี้ที่หลี่เยว่หานวาดมือ จุดที่นิ้วของนางลากเส้นนั้นบังเอิญอยู่เหนือราวบันไดพอดิบพอดี หลังจากปริปากรับมือกับเวินเทียนเหล่ยแล้ว หลี่เยว่หานจึงเหลือบมองที่ราวบันได
ก็ต้องยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเมื่อเห็นคราบน้ำบาง ๆ บนนั้น
“เยว่หาน? หลี่เยว่หาน?” เวินเทียนเหล่ยเห็นหลี่เยว่หานยืนเหม่อ เขาจึงตะโกนเรียกนางหลายครั้ง “ข้าเดาว่าคงเป็นเพราะเจ้าเหน็ดเหนื่อยเกินไปในช่วงสองวันที่ผ่านมา อีกทั้งข้าเองก็ตาลายนิดหน่อย ดังนั้นเราทั้งคู่จึงมองผิดไป เจ้าไม่ต้องกลัว หากร้ายแรง ข้าจะเชิญนักพรตมาจัดการให้เจ้า!”
เมื่อเอ่ยจบ เวินเทียนเหล่ยก็ตบเข้าทีหน้าอกของเขาด้วยใบหน้าที่ฉายชัดให้เห็นวาตนนั้นร่ำรวยและมีอิทธิพล
“ข้าไม่เป็นอะไร” หลี่เยว่หานกล่าว ก่อนจะจงใจตัดความคิดที่เชื่อมโยงกับลัญจกรหยกออก จากนั้นจึงยกมือขึ้นอีกครั้ง ดั่งคาด นิ้วนั้นไม่มีแสงใดส่องออกมาอีก “สิ่งที่ข้าจะบอกเมื่อครู่ก็คือให้หอสุรามัจฉาจ้างคนงานบริการเพิ่มอีกสองคน เมื่อรวมแล้วจะมีคนงานห้าคน มีทั้งหมดห้าสิบโต๊ะ หนึ่งคนรับผิดชอบสิบโต๊ะ ในยามที่พื้นที่ในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบไม่ยุ่งนัก ก็สามารถช่วยสังเกตให้มากและเข้าไปช่วยในบริเวณรอบ ๆ ได้”
“ในส่วนของผู้ดูแลร้านก็ไม่ใช่แค่คอยเก็บเงินเท่านั้น แต่ยังต้องรับหน้าที่ดูแลลูกค้าที่มารอด้วย ทว่าหากยุ่