่ถูกทอดทิ้งนั้นลำบากยิ่งกว่าแม่ม่ายเสียอีก!
เจ้าพวกมนุษย์ตัวจิ๋วในใจของหลี่เยว่หานกำลังร้องเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าหลี่เยว่หานไม่ได้แสดงอาการใด ๆ ออกไป “ข้ายังมีลูกอยู่ด้วย” หลี่เยว่หานไม่ให้โอกาสเหยียนจื่อเซียงได้คิดไปไกล นางก้มศีรษะลง แล้วเริ่มทำท่าสะอื้นพร้อมเอ่ยว่า “น่าสงสารลูกสองคนของข้านัก คนโตอายุเพียงเจ็ดขวบ คนเล็กอายุสี่ขวบ เมื่อก่อนพวกเราคิดว่าสามีของข้าเสียชีวิตระหว่างทาง ไม่คาดคิดว่าเขาจะทิ้งพวกเราไปเมืองหลวง และตอนนี้เขาไม่เพียงแต่ไม่ต้องการข้า แม้แต่ลูก ๆ ก็จำไม่ได้!”
หลี่เยว่หานสะอึกสะอื้นจะแทบจะเป็นสายเลือดในทุกถ้อยคำ เหยียนจื่อเซียงผู้มีจิตใจงดงามได้ฟังแล้วเจ็บปวดหัวใจยิ่ง รีบเข้าไปกอดหลี่เยว่หานในอ้อมแขน แล้วตบหลังหลี่เยว่หานเบา ๆ ราวกับเด็ก ๆ และกล่าวว่า “พี่สาวไม่ต้องร้อง พี่สาวไม่ต้องร้องไห้ ความทุกข์ทรมานก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ เราต้องมองไปที่วันพรุ่งนี้ อนาคตที่ดีกว่าและสามีที่ดีกว่าต้องรอพี่สาวอยู่เป็นแน่!”
เมื่อเอ่ยจบ เหยียนจื่อเซียงก็พลันสำลัก ก่อนเอ่ยด้วยความอายว่า “ข้าขอโทษนะพี่สาวที่เมื่อครู่ข้าผูกด้ายแดงตามอำเภอใจและเกือบจะดูหมิ่นชื่อเสียงของท่าน”
เมื่อได้ยินวาจานี้ หลี่เยว่หานก็หยุดร้องไห้พร้อมแสร้งทำเป็นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าด้วยผ้าเช็ดหน้า จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ข้าไหนเลยจะตำหนิเจ้า แม้ว่าเราจะเพิ่งรู้จักกันแต่ข้าก็รับรู้ได้ว่าเจ้าเป็นคนตรงไปตรงมา ทั้ง