ภ้อีกต่อไป และขยับม้านั่งมานั่งลง
“ข้าก็คิดจะต่อต้านนั่นแหละ แต่ตอนนี้ข้ายังบาดเจ็บสาหัสอยู่” หลี่เยว่หานหลับตาลง น้ำเสียงค่อนข้างสงบ “เดิมทีข้ากะจะขูดรีดตระกูลจ้าวตั้งแต่ต่อสู้กับนางเฉาแล้ว หลังจากนั้นมาคนในหมู่บ้านก็รู้ว่าข้าต่อสู้เก่งขนาดไหน ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งวุ่นวายกับข้าสักคน แต่ใครจะไปรู้ว่าจ้าวซินเอ๋อร์จะขยันมาสร้างปัญหา”
“เอาน่าพี่สะใภ้ อย่างน้อยท่านก็ได้เรียนรู้ที่จะคิด” เวินเทียนเหล่ยกล่าวติดตลก
“ดูเจ้าพูดเข้าสิ แบบนั้นหมายความว่าอย่างไร ได้เรียนรู้ที่จะคิดหมายความว่าอย่างไร หรือเจ้าเห็นว่าข้าเป็นพี่สะใภ้ที่ไร้สมองอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานกลอกตามองเวินเทียนเหล่ย “แล้วหม้อไฟเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลังจากครั้งล่าสุดที่นางวาดรูปหม้อไฟและมอบวิธีการเตรียมวัสดุขั้นพื้นฐานให้เวินเทียนเหล่ย เวินเทียนเหล่ยก็ไม่ได้แวะมาที่นี่พักใหญ่
“โอ้ ข้าเกือบลืมเรื่องธุรกิจนี้ไปเลย” ดวงตาของเวินเทียนเหล่ยเปล่งประกายระยิบระยับหลังจากได้ยินเรื่องหม้อไฟ “ท่านคงไม่รู้ว่าหม้อไฟได้รับความนิยมล้นหลามมากแค่ไหน ตอนนี้มีเพียงแค่หอสุรามัจฉาเท่านั้นที่ทำธุรกิจนี้ แค่ระยะเวลาเพียงสองวัน ทุกคนก็แห่กันมาสอบถามแหล่งที่มาของหม้อไฟกับเหล่ากวนแล้ว!”
“เหล่ากวน?” หลี่เยว่หานสับสน “ท่านกวนหรือ?”
“ถุย! ท่านกวนอะไร กวนชิ่งอวิ๋นเป็นคนเดียวที่กล้าประกาศตนเป็นนายต่อหน้าข้ากับเจ้า!” เวินเทียนเหล่ยดูถูกเหยียดหยามชื่อนี้อย