้งยังสามารถตั้งตัวและมีชีวิตที่ขาวสะอาดได้ด้วย ข้าเอง… ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน…”
เมื่อจินเสวี่ยเอ๋อร์พูดจบ น้ำตาก็ไหลเป็นสายน้ำ
หลี่เยว่หานหรี่ตาลง ก่อนจะมองจินเสวี่ยเอ๋อร์ และรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลก ๆ
“น้องเมิ่ง เจ้าเองก็รู้ดี ในตอนนั้นข้าติดตามคนที่มีเกียรติและชื่อเสียงดีงาม อีกทั้งข้าเองก็รักเขามาก พยายามทำทุกอย่างโดยหวังว่าจะได้อยู่เคียงข้างเขา แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว แต่ข้าก็ไม่อาจจะใช้ชีวิตที่เหลือเพียงลำพังด้วยตัวคนเดียวได้ เจ้าก็รู้ว่าข้าจริงใจมากแค่ไหน!”
ครั้งนี้จินเสวี่ยเอ๋อร์ร้องไห้จริง ๆ น้ำตาไหลอาบแก้มประหนึ่งว่าชีวิตนี้ไม่ต้องการสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว
หลี่เยว่หานจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วน ก่อนจะพบว่าเขากำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด นอกจากนี้ยังไม่เอ่ยสิ่งใดเช่นกัน ชายหนุ่มแค่รอดูว่าจินเสวี่ยเอ๋อร์จะพูดอะไรอีก
“ผู้อาวุโส ข้าไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของท่านกับน้องเมิ่งเป็นเช่นไร แต่ทุกอย่างที่ข้าพูดนั้นเป็นเรื่องจริงนะเจ้าคะ” จินเสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยพลางยกมือราวกับจะสาบาน “หากให้ข้าอยู่ต่อ ข้าสัญญาว่าจะกำจัดคนพวกนั้นไปให้พ้น ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายนะเจ้าคะ! มู่ชวนและหลิงซีเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคนที่ข้ารักมากที่สุด เช่นนั้นแล้วข้าจะคิดร้ายกับพวกเขาได้อย่างไร!”
“มาเอ่ยสาบานถึงชีวิตเพื่อแสดงความจริงใจกันเถอะ” อยู่ ๆ หลี่เยว่หานก็เอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา
จินเสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับตกตะลึง