่าทีของคุณชาย”
“ท่าทีของข้า?” เมิ่งฉีฮ่วนมองกัวอี้อย่างงุนงง
“ถูกต้อง!” กัวอี้ตบต้นขาและรู้สึกว่าเขาพูดถูก “ท่านลองคิดดูสิ! หากจู่ ๆ มีชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น บอกว่าเป็นพี่เขยของฟูเหรินและมาอยู่บ้านด้วยกัน ท่านจะโกรธหรือไม่เล่า?”
“โกรธสิ!” เมิ่งฉีฮ่วนตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
“แต่ถ้าฟูเหรินไม่ได้ใกล้ชิดกับ ‘พี่เขย’ ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมากเกินไป ทั้งยังห่างเหินเล็กน้อย คุณชายจะรู้สึกสบายใจมากขึ้นหรือไม่?”
“แน่นอน!” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกว่าสิ่งที่กัวอี้พูดนั้นสมเหตุสมผลยิ่ง เขาจึงถาม “แล้วข้าควรทำอย่างไรดี?”
เมื่อได้ยิน กัวอี้ก็โกรธมากจนอยากตบต้นขาตัวเอง “แน่นอนว่าต้องเป็นแนวร่วมกับฟูเหริน จินเสวี่ยเอ๋อร์ต้องไม่มีที่ในครอบครัวนี้!”
“วันนี้ข้าบอกเยว่หานว่า ไว้ฤดูใบไม้ผลิสิ้นสุดลง ข้าจะเช่าบ้านว่าง ๆ จากหัวหน้าหมู่บ้านให้จินเสวี่ยเอ๋อร์ แล้วปล่อยให้นางย้ายออกไป แต่เยว่หานก็ยังไม่มีความสุข มันแตกต่างจากสิ่งที่เจ้าพูดนัก”
เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วน กัวอี้ก็ขยับม้านั่งตัวเล็ก ๆ มานั่งลงข้าง ๆ ชายหนุ่มแล้วพูดว่า “คุณชาย ท่านลองคิดดูสิ ถ้าฟูเหรินเสนอที่จะเช่าลานสำหรับ ‘พี่เขย’ ผู้นั้น ให้เขาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านไป๋อวิ๋น และหลังจากตั้งถิ่นฐานแล้ว เขาก็จะเทียวไปเทียวมาที่นี่บ่อย ๆ ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อดูแลนายน้อย เช่นนั้นท่านจะมีความสุขหรือไม่เล่า?”
“ไม่มีความสุข!” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวอย่างหนักแน่น