นครั้งนี้” เมื่อเดินเข้ามา เวินเทียนเหล่ยจึงแนะนำหลี่เยว่หาน แต่ละสกุลของนางไว้ โดยใช้เพียงสกุลของเมิ่งฉีฮ่วนแทน
เมิ่งฉีฮ่วน ‘สะบัด’ พัดในมือที่ไม่รู้เอามาจากที่ใดออก ก่อนจะเขย่ามันด้วยท่าทางตุ้งติ้งและมีท่าทางเหลาะแหละ “ท่านเยวเค่อ ครั้งนี้แม่นางเมิ่ง ล่ามที่สหายเวินเชิญมานั้นเป็นคนของข้า เกรงว่านางจะประมาทจนเกิดความผิดพลาดในการร่วมมือที่สำคัญในครั้งนี้ ดังนั้นข้าจึงมากับนาง ท่านเยวเค่อคงจะไม่ถือสาเอาความใช่หรือไม่”
“ได้อย่างไรกัน ไม่เป็นไร ๆ!” เห็นได้ชัดว่าเยวเค่อจะรู้จักกับเมิ่งฉีฮ่วน ดังนั้นถึงแม้เวินเทียนเหล่ยที่พาพวกเขาทั้งสองเข้าประตูมาจะมีความความกังวลใจในแววตาเล็กน้อย แต่เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนพูดขึ้นมา เยวเค่อจึงทำลายความกังวลใจเหล่านั้นลงไปได้
“เชิญทุกท่านนั่งลงเถิด”
เวินเทียนเหล่ยที่เป็นเจ้าภาพนั้น นั่งลงตรงหัวโต๊ะ เยวเค่อที่เป็นแขกจึงนั่งลงฝั่งตรงข้ามของเวินเทียนเหล่ย ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนนั่งลงไขว่ห้างลงข้างหน้าต่าง มองไปยังกลุ่มคนที่หลั่งไหลเข้ามา ด้วยสีหน้าราวกับบัณทิตเจ้าสำอาง
“แม่นางเมิ่ง เริ่มเลยเถิด” เวินเทียนเหล่ยจึงวางข้อมูลที่ได้ให้หลี่เยว่หานอ่านเมื่อตอนเช้าลงตรงหน้านาง
หลี่เยว่หานพยักหน้ารับ ลุกขึ้นยืนและเริ่มพลิกกระดาษหน้าแรก ถึงแม้จะไม่คล่องนัก แต่ก็สามารถแปลข้อมูลภาษาอังกฤษโบราณในส่วนแรกให้เยวเค่อฟังได้อย่างแม่นยำ
ในตอนแรก เยวเค่อเพียงแค่ฟังไปเรื่อย ๆ เท่านั้น
แต่เมื