บุญธรรมของตระกูลหลิ่วของพวกเราได้อย่างไร!”
“เจ้าอยากออกจากวงศ์ตระกูลใช่ไหม?” นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วถามแล้วบอกให้พ่อบ้านพลิกลำดับวงศ์ตระกูล ชี้ชื่อของหลิ่วจื้อหย่วนแล้วส่งพู่กันไปให้เขา กล่าวว่า “เอาสิ เจ้าขีดทับบนชื่อของตัวเองก็พอ”
“…” หลิ่วจื้อหย่วนถือพู่กันค้างเอาไว้ขณะสบตากับหลิ่วเทียนเสียงผู้เป็นบิดา
เขาแค่ข่มขู่ปู่ของเขาไปอย่างนั้น จะเคยคิดออกจากวงศ์ตระกูลเสียที่ไหน…
“เฮอะ พวกพูดได้แต่ทำไม่ได้!” นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วแค่นเสียงอย่างดูแคลน แล้วหันกลับมายิ้มให้หลี่เยว่หานที่ยืนอยู่ข้างเมิ่งฉีฮ่วน พูดว่า “เยว่หาน ต่อไปว่าง ๆ ก็แวะมาที่เรือนบ่อย ๆ จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ถ้าบ้านพวกเจ้าขาดเหลืออะไรก็บอกปู่มาได้เลย ปู่จะให้คนไปจัดการให้เอง”
หลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองเมิ่งฉีฮ่วน
เมิ่งฉีฮ่วนแค่มองตาก็รู้ใจ ประสานมือคำนับพลางกล่าว “ขอบคุณท่านปู่ ต่อไปพวกข้าจะแวะมาเยี่ยมท่านบ่อย ๆ แน่นอน แม้ข้าจะหาเงินได้ไม่มาก แต่เงินทองที่หามาได้ล้วนยกให้เยว่หาน ยามนี้ไม่ได้ขาดเหลือสิ่งใด วันนี้พวกข้ายังต้องเอาขนสัตว์ชุดสุดท้ายไปขายที่เมืองหลิวชิงแล้วแลกของจำเป็นสำหรับฤดูหนาวกลับมา คงไม่รั้งอยู่แล้ว”
เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวจบก็ส่งห่อผ้าเล็ก ๆ ที่ถือเอาไว้ตั้งแต่เข้ามาในเรือนตระกูลหลิ่วให้นายท่านผู้เฒ่าหลิ่ว กล่าวว่า “นี่คือขนหมาป่าที่ข้าเพิ่งล่ามาได้เมื่อวานนี้ แม้จะจัดการอย่างง่าย ๆ ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำเป็นเสื