วนมาเยือนถึงเรือนด้วยตนเอง นายท่านหลิ่วย่อมอยากจะสานสัมพันธ์อันดีกับเขา แล้วจะยอมให้หลิ่วจื้อหย่วนล่วงเกินคนได้อย่างไร
“คุณชายเมิ่ง ลูกชายไร้มารยาท ขอท่านอย่าเก็บไปใส่ใจ” นายท่านหลิ่วพูด ดึงหลิ่วจื้อหย่วนให้ลุกขึ้นด้วยกัน “ในเมื่อเมิ่งฮูหยินมีเรื่องจะเจรจากับท่านพ่อ เช่นนั้นพวกเราไปรอที่ห้องข้าง ๆ ดีหรือไม่?”
“ดี” เมิ่งฉีฮ่วนพูดแล้วลุกขึ้น ตบหลังมือหลี่เยว่หานเป็นเชิงให้กำลังใจ ค่อยเดินนำออกไปจากห้องโถงใหญ่เป็นคนแรก
พ่อลูกตระกูลหลิ่วเดินตามหลังออกไป ก่อนจากไปหลิ่วจื้อหย่วนยังไม่วายหันมาถลึงตาใส่หลี่เยว่หาน
น่าเสียดายที่หลี่เยว่หานไม่มองเขาสักนิด
คนออกไปกันแล้ว นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วก็วางจอกชาลงอย่างช้า ๆ กล่าวว่า “นางหนู ข้ารู้ว่าใจเจ้ารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม เจ้ามีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะ”
“นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วกล่าวหนักเกินไปแล้ว” หลี่เยว่หานกล่าวอย่างไม่หยิ่งยะโสและไม่ถ่อมตัว “ข้ามาครานี้เพราะมีเรื่องที่ขบคิดไม่เข้าใจ จึงอยากมาขอคำชี้แนะจากท่าน”
“เชิญพูด” อาจเพราะความละอายในใจ ยามนี้ท่าทีของนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วจึงอ่อนลงหลายส่วน
“ตอนนั้นแม่ข้าช่วยเหลือท่านจากอันตรายได้อย่างไร แล้วก็ท่านคิดอย่างไรถึงรับปากแม่ข้าว่าจะให้หลิ่วจื้อหย่วนแต่งข้าเป็นภรรยา?” หลี่เยว่หานถามอย่างตรงไปตรงมา
นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วคงคิดไม่ถึงว่าหลี่เยว่หานจะถามออกมาตรง ๆ เช่นนี้จึงอึ้งไปเล็กน้อย “เรื่องนี้เองหรือ…”
“นายท่าน