ตัวได้แล้วจริง ๆ” เมิ่งฉีฮ่วนว่าพลางตบ ๆ มือจับของโม่หิน
“ไม่ต้อง โม่หินไม่ได้หนักมาก อีกอย่าง ถ้าจะเลี้ยงลาจริง ๆ ข้ายังไม่รู้เลยว่าต้องดูแลมันอย่างไร” หลี่เยว่หานยิ้มบาง
บรรยากาศที่ชวนให้ทำตัวไม่ถูกก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสอง หลี่เยว่หานอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่รู้ว่าควรเริ่มอย่างไร
“เจ้าคงสงสัยว่าทำไมข้าถึงพามู่ชวนกับหลิงซีมาที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นกระมัง” เมิ่งฉีฮ่วนแหงนมองดวงจันทร์บนท้องฟ้าแล้วเริ่มพูดขึ้นอย่างเนิบช้า “ที่จริงก็ไม่ควรปิดบังเจ้า แต่ในยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้ รู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายเท่านั้น”
หลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้นก็มุ่นคิ้ว หญิงสาวอยากรู้ตัวตนของเมิ่งฉีฮ่วน แต่ฟังจากวาจาของเขา คล้ายกับว่าตัวตนของเขาคงค่อนข้างซับซ้อน จึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านเป็นคนดึงข้าลงน้ำมาเอง ถ้าไม่รู้อะไรเสียเลย ไม่คิดว่าแบบนั้นจะเป็นอันตรายต่อข้ามากกว่าหรือ?”
“พูดแบบนั้นก็ถูก” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มอย่างจนใจ “ที่จริงตอนแรกข้าไม่ได้ตั้งใจจะดึงเจ้าเข้ามาเกี่ยว แต่ข้าเป็นผู้ชาย ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรดูแลเด็กสองคนอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ชายโสดผู้หนึ่งใช้ชีวิตอยู่กับเด็กน้อยสองคน ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ดึงดูดความสนใจของคนอื่นทั้งนั้น”
“พูดอย่างนี้หมายความว่าในสายตาของเจ้าข้าคือเครื่องมือที่ใช้กลบเกลื่อนสายตาคนอื่นน่ะสิ?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว
“ไม่ใช่เสียทีเดียว” เมิ่งฉีฮ่วนรีบอธิบาย “วันนั้นตอนข้าช่วยเจ้าขึ