ทนบุญคุณด้วยความแค้น!”
“นี่ ท่านอย่าไปว่าเขาแบบนั้นสิ” หลี่เยว่หานรับบทคนดี หันไปถามคนเสเพลแซ่โจว “ทำไมเจ้าถึงมาขโมยของถึงเรือนข้าได้?”
“หลายวันมานี้พอถึงเวลากินข้าวทีไร พี่สะใภ้มักจะทำอาหารส่งกลิ่นหอมจนคนครึ่งหมู่บ้านอยากกินด้วยไปเสียทุกครา ข้ามาแอบมองหลายครั้งแล้ว สังเกตว่าทุกวันพี่สะใภ้จะย้ายโถใส่ถั่วเหลืองออกมาตาก ข้าเลยถามเพื่อนในตำบล พวกเขาบอกว่าท่านอาจกำลังหมักซีอิ๊วอยู่ก็ได้ ซีอิ๋วมีราคา ข้าก็เลยคิดว่าจะ…จะขโมยออกไปขายนิดหน่อย หาเงินแค่พอให้ผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้…”
ได้ยินอย่างนั้น หลี่เยว่หานเห็นเมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ข้าง ๆ ไม่พูดไม่จา จึงเอ่ยปากถามหยั่งเชิง “เจ้าไม่มีเงิน?”
“เดิมทีข้าก็ไม่ได้มีเงินเก็บเยอะ พอกลับมาที่หมู่บ้านก็ไม่มีทั้งที่นาและที่ดินทำกิน ตอนแรกพี่ใหญ่เมิ่งบอกว่าจะพาข้าไปล่าสัตว์ ข้าไปได้ไม่กี่ครั้งล้วนตกใจกลัวจนปัสสาวะราด ไม่ว่าอย่างไรก็ทำไม่ได้…” คนเสเพลแซ่โจวเล่าอยู่ก็ทิ้งร่างลงบนพื้น ทอดถอนใจ
“เฮ้อ” หลี่เยว่หานกระตุกชุดของเมิ่งฉีฮ่วน คนทั้งสองเดินห่างออกไปเล็กน้อย หลี่เยว่หานจึงค่อยกระซิบว่า “อีกไม่กี่วันพวกเราก็จะไปเมืองหลิวชิงกันแล้ว แต่ถั่วเหลืองของข้าต้องเอาออกมาตากแดดทุกวัน ท่านว่าให้เขามาคอยเฝ้าเรือนให้พวกเราดีไหม?”
“เจ้าไม่กลัวเขาจะลักขโมยเสียเอง?” เมิ่งฉีฮ่วนเลิกคิ้ว “เขาเคยมีประวัติมาแล้วนะ”
“ยังอีกนานกว่าถั่วเหลืองพวกนี้จะกลายเป็นซีอิ๊ว” หลี่เยว่หาน