งจากไป หวังเฟิ่งก็เตะประตูเรือนสกุลเมิ่งเดินเข้ามา ยืนเท้าสะเอวร้องเสียงดังอยู่ในลานเรือน
“หลี่เยว่หาน! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”
หลิงซีกำลังหลับปุ๋ย หลี่เยว่หานกำลังจะไปท้ายเรือนเพื่อดูเครื่องเทศที่ตนเองเพิ่งปลูกไปได้ไม่นาน ก็พลันได้ยินเสียงของหวังเฟิ่ง หญิงสาวขมวดคิ้วแล้วเดินออกมาจากเรือนชั้นในทันที
“ท่านมาทำอะไรอีก?” หลี่เยว่หานถามอย่างหงุดหงิด
สิ้นเสียง คนหลายคนก็กรูเข้ามาทางประตู แต่ละคนหน้าตาท่าทางดุร้าย ในมือยังถือไม้กวาดเอาไว้
เมื่อพินิจมองอย่างละเอียดก็พบว่าเป็นคนสกุลหลี่สามคน และคนจากครอบครัวของหวังเหอฮวาอีกสามคน
“สามีของเจ้าเล่า! ให้เขาออกมา!” หวังเฟิ่งคงได้อยู่ดีกินดี สีหน้าจึงแดงปลั่งอิ่มเอิบ เสียงดังกังวาน
“ท่านถามหาสามีข้าทำไม?” หลี่เยว่หานมุ่นคิ้ว “เขาไม่ใจเย็นหรอกนะ ท่านอยากถูกกระทืบหรือ?”
หวังเฟิ่งได้ยินอย่างนั้นดวงตาก็พลันวาวโรจน์ “หลี่เยว่หาน! ดีชั่วอย่างไรข้าก็เป็นแม่เจ้านะ! เจ้าพูดจากับแม่ตัวเองอย่างนี้ได้อย่างไร!”
“แม่?” หลี่เยว่หานมองหลี่ต้าเฉิงที่ยืนอยู่ข้างหลังหวังเฟิ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ชี้เขาพลางว่า “ท่านลองถามพ่อข้าดูสิว่าแม่ข้าตายไปตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนใช่หรือไม่ ตอนนี้ท่านมาบอกว่าตัวเองเป็นแม่ข้า ท่านเป็นผีดิบงั้นหรือ?”
“เจ้า…” หวังเฟิ่งโมโหจนคว้าไม้กวาดมาจากในมือหลี่ต้าเฉิง แล้วทำท่าคุกคามหลี่เยว่หาน “แม่เลี้ยงไม่ใช่แม่งั้นเรอะ! ข้าเลี้ยงเจ้ามาจนโตขนาด