เยว่หานก็รู้สึกได้ว่าเรื่องราวไม่ถูกต้อง ขณะกำลังจะหาข้ออ้างบอกปัด เมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ข้าง ๆ กลับพูดขึ้นมาว่า “เจ้ามีเรื่องอะไรจะมารบกวนภรรยาของข้าอีก? แค่ทำเนื้อตุ๋นให้เจ้าก็ลำบากจะแย่แล้ว!”
“ข้ารู้ ข้ารู้” เวินเทียนเหล่ยพยักหน้าติดต่อกันราวกับไก่จิกข้าวสารแล้วกล่าวว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้ วันนั้นที่เมืองหลิวชิงข้าเห็นเมิ่งฮูหยินพูดภาษาของชาวต่างแคว้น ทั้งยังพูดคุยกับอีกฝ่ายได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งนัก ข้าจึงอยากจะขอให้เมิ่งฮูหยินช่วยเป็นคนกลางถ่ายทอดคำพูดของทั้งสองฝ่ายระหว่างที่ข้าเจรจากับพ่อค้าชาวต่างแคว้นสักครา”
หลี่เยว่หานได้ยินแล้วก็เลิกคิ้ว “ท่านไม่กลัวว่าข้าจะพูดจาคลาดเคลื่อนไปบ้างหรือ?”
“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!” เวินเทียนเหล่ยทำท่าราวกับจะบอกว่าอย่ามาพูดเหลวไหล เขากล่าวอย่างจริงจัง “ตอนนั้นข้าตั้งใจฟังอย่างยิ่ง วันนั้นฮูหยินพูดกับพ่อค้าโดยใช้ภาษาต่างแคว้นถึงสองภาษา ฮูหยินคงทราบว่าพ่อค้าชาวต่างแคว้นเหล่านั้นทำการค้ากับพวกเรามาได้เพียงสิบกว่าปี ภาษาของพวกเขาข้าฟังไม่เข้าใจสักคำ ข้าหาคนมาเป็นคนกลางถ่ายทอดคำพูดมาหลายคนแล้ว แต่พวกเขาก็มักจะไม่รู้อย่างถ่องแท้ หรือไม่อย่างนั้นก็สื่อความหมายคลาดเคลื่อน ทำให้พวกข้าต้องพลาดการค้าไปตั้งหลายครา!”
“ข้าก็สื่อความหมายคลาดเคลื่อนเหมือนกัน ท่านมาหาผิดคนแล้ว” หลี่เยว่หานไม่คิดจะเป็นล่ามให้เวินเทียนเหล่ย เพราะตนไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตถึงเพียงนั้