ี้ข้าไหนเลยจะรู้ว่านางเป็นภรรยาของท่าน!”
ภายในครัว
มู่ชวนกับหลิงซีมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น หลี่เยว่หานฟังจากบทสนทนาของพวกเขาก็ทราบว่าเวินเทียนเหล่ยคงอยู่กินอาหารด้วยแน่แล้ว จึงถอนหายใจแล้วไปเตรียมสำรับเพิ่มอีกชุด
เมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องครัวเห็นแล้วก็ร้องห้ามทันที “เยว่หาน! วางลง! เขากินข้าวที่เรือนเราไม่ได้!”
เวินเทียนเหล่ยร้อนใจจนเดินวนไปมา “พี่เมิ่ง! พี่เมิ่งท่านฟังข้าอธิบาย ภาษิตว่าไว้ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ท่านช่วยเห็นแก่ที่พวกเราทำการค้าร่วมกันมานาน ไว้หน้าข้าบ้างสักนิดจะได้หรือไม่?”
ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ตวัดสายตาพิฆาตมองมา “หมายความว่าถ้าไม่มีคุณชายใหญ่เวินที่เป็นพ่อค้าหลวงขั้นหนึ่งอย่างเจ้า หนังสัตว์ของข้า…ก็จะขายไม่ออกแล้ว?”
เวินเทียนเหล่ยเห็นเขาพูดจาออกมาแค่ครึ่งเดียว ลูกตากลอกกลิ้งไปรอบหนึ่ง จดจำเอาไว้ในใจ ขยับเข้าไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างข้างหูเมิ่งฉีฮ่วน แล้วทำท่าร้องขอความเมตตา แม้จะไม่ได้ออกปากขอร้อง แต่ก็แสดงความนัยออกมาชัดเจนแล้ว
นิ่งคิดไปนาน สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนค่อยดีขึ้นบ้าง “ต่อไปเวลาพูดจาก็ระวังด้วย!” เขาพูดจบก็สาวเท้าเดินเข้าห้องครัวไป
“เข้าใจแล้ว!” เวินเทียนเหล่ยถอนหายใจออกมา ยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก ขณะจะเดินตามเมิ่งฉีฮ่วนเข้าไปในครัว กลับถูกอีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาพิฆาต
“ข้าได้บอกหรือว่าจะให้เจ้าอยู่กินข้าวด