้วหลิงซีก็พยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วหันกลับไปจดจ่อกับการเฝ้าดูไฟต่อ
เมื่อเปิดหม้อเนื้อตุ๋นแล้ว กลิ่นของมันก็ลอยออกมาจากครัวบ้านเมิ่ง ชาวบ้านของหมู่บ้านไป๋อวิ๋นต่างต้องทนทุกข์ทรมาน ได้กลิ่นทีไรน้ำลายก็สอออกมา แต่เมื่อได้กลิ่นหลายครั้งเข้าก็เคยชินไปเสียแล้ว
ทว่าพวกเวินเทียนเหล่ยที่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ฝั่งตรงข้ามบ้านตระกูลเมิ่ง เพิ่งเคยจะได้กลิ่นนี้เป็นครั้งแรก เวินเทียนเหล่ยถึงกับตื่นขึ้นมาจากการงีบหลับ
“กลิ่นอะไรหอมถึงเพียงนี้?” เวินเทียนเหล่ยถามคนรับใช้
“เรียนนายน้อย บ่าวเองก็ไม่ทราบ แต่ดูเหมือนว่ามันจะมาจากบ้านของแม่นางผู้นั้น!” คนรับใช้กล่าวพร้อมกลืนน้ำลาย
เวินเทียนเหล่ยได้ยินแล้วก็อดมองไปทางประตูที่ปิดสนิทของบ้านตระกูลเมิ่งไม่ได้ “พวกเจ้าพาคนไปหลาย ๆ คน แล้วปีนข้ามกำแพงเข้าไปเปิดประตู ข้าอยากเห็นว่าแม่นางผู้นั้นกำลังทำอะไรจึงมีกลิ่นหอมเพียงนี้!”
“นี่…คุณชาย ทำเช่นนี้จะดีหรือ?” คนใช้ค่อนข้างลำบากใจ “ตอนนี้ยังกลางวันแสก ๆ อยู่เลย…”
“ก็เพราะเป็นยามกลางวันแสก ๆ จึงสามารถทำเช่นนี้ได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะให้ข้าเป็นคนปีนกำแพงเข้าไปอย่างนั้นหรือ!” เวินเทียนเหล่ยพูดขึ้นพร้อมหยิบหนังสือขึ้นมาตบหัวชายหนุ่มอย่างไม่จริงจังนัก
“ทราบแล้ว…ทราบแล้ว…บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้…” คนรับใช้หนุ่มส่งเสียงเรียกสหายตนเองอย่างเร่งร้อน เตรียมจะปีนกำแพงเข้าไป แต่ตอนนั้นเองกลับเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาทางนี้
“เดี๋ย