ฮ่วนก็คงไม่กล้าที่จะพาคนนอกเข้ามาได้ในบ้านง่าย ๆ เช่นนี้
“องค์ชาย ข้าน้อยขอบังอาจถามหนึ่งคำถาม” กัวอี้เห็นเมิ่งฉีฮ่วนไม่พูดใด ๆ จึงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง “ข้าเห็นหว่างคิ้วของฮูหยินมีเงาของพระชายาซ้อนทับอยู่บางส่วน จะเป็นไปได้หรือไม่…”
“บังอาจ!” เมิ่งฉีฮ่วนมองด้วยแววตาโมโห “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไร! พระชายาจะถูกดูหมิ่นได้ง่าย ๆ เช่นนี้หรือ!”
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนโมโห กัวอี้จึงรีบก้มหน้าก้มตาไม่พูดจาใด ๆ ต่อ
บรรยากาศภายในห้องลับนี้ดูจริงจังขึ้นจนกัวอี้ไม่กล้าพูดอะไรเพ้อเจ้อออกไปอีก
หลังจากนั้นไม่นาน เมิ่งฉีฮ่วนจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมาพลางพูดขึ้น “เจ้าช่วยข้าสืบดูว่าแม่แท้ ๆ ของหลี่เยว่หานเป็นคนที่ใด”
“สืบหาแม่แท้ ๆ ของนาง?” กัวอี้รู้สึกแปลกใจ “หรือคุณชายจะคิดว่าฮูหยินและพระชายามีความเกี่ยวข้องกัน?”
“แม่แท้ ๆ ของนางตายไปหลายปีแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนหรี่ตาลงพลางอธิบายออกมา “เพียงแต่นางได้ใช้บุญคุณจากการช่วยชีวิตของท่านปู่ตระกูลหลิ่ว มาแลกกับการให้หลี่เยว่หานแต่งงานกับตระกูลหลิ่วในฐานะภรรยา ข้าคิดมาตลอดว่าเรื่องนี้หญิงสาวจากชนบทไม่ค่อยทำกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กัวอี้จึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “แท้จริงแล้ว หมู่บ้านเฮยถู่นั้นยากจน เมื่อกลายเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตคนตระกูลหลิ่ว ก็ควรที่จะต้องการทรัพย์สินเงินทองเสียมากกว่า แต่นางกลับให้ฮูหยินแต่งงาน และไม่สนใจถึงความเป็นความตายของคนในครอบค