ี่สบายและค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง
หญิงสาวแทบจะจำไม่ได้ว่าตัวเองผล็อยหลับไปตอนไหนกัน
เมื่อตื่นขึ้นมา พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว หลิงซีเกาะอยู่บนตัวเธอราวกับหมึกตัวยักษ์ หนุนจนแขนของเธอชาไปหมด
“หลิงซี พวกเราต้องลงจากภูเขาไปรับพี่ชายได้แล้ว” หลี่เยว่หานค่อย ๆ ปลุกหลิงซีที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างเบามือ
เด็กหญิงตัวน้อยตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง เมื่อเห็นหลี่เยว่หานกำลังจะดึงแขนออกมาจากการหนุนนอนของตน หลิงซีก็ตื่นขึ้นมาทันที และโถมทั้งร่างไปบนตัวของหลี่เยว่หาน “อาหญิงอย่าปล่อยหลิงซี มิเช่นนั้นมันจะน่ากลัวมาก!”
เมื่อได้ยินคำพูดไร้สาระเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง คิดว่าเด็กหญิงตัวน้อยคงจะกำลังฝันละเมออยู่ จึงยิ้มและค่อย ๆ ลูบศีรษะอย่างเบามือพลางพูดขึ้น “อาหญิงไม่ปล่อยหลิงซี หลิงซีไม่ต้องกลัว”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็ชะงักไปอย่างไม่ทันรู้ตัว
เหตุใดเธอจึงเรียกแทนตัวเองว่าอาหญิงของหลิงซีกัน…
“อาหญิง” ระหว่างทางเดินลงภูเขานั้น หลิงซีเกาะอยู่บนตัวหลี่เยว่หานโดยตลอด พลางเอ่ยถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา “วันนี้ท่านอุ้มหลิงซีนานเช่นนี้ เหนื่อยหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กสาว หลี่เยว่หานก็หันไปมองนางและทำเพียงตอบกลับสั้น ๆ “ไม่เหนื่อย หลิงซีไม่หนักเลยสักนิด” เธอโพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หาน หลิงซีจึงกอดคอหลี่เยว่หานด้วยความดีใจ พลางเอาใบหน้าเล็ก ๆ แนบชิดลำคอของหลี่เยว่หานไว้
เดินย้อ