าง ๆ เพื่อส่งจานที่สกปรกให้เขา
หลี่เยว่หานเห็นเช่นนั้น ก็รีบเข้าไปอุ้มมู่ชวนที่กำลังยืนล้างจานบนเก้าอี้ตัวเล็กออกมาทันที พลันรับจานในมือของเขาและพูดขึ้นว่า “หลังจากนี้พวกเจ้าไม่ต้องทำเรื่องพวกนี้แล้ว หากไม่ระวังแล้วเกิดแตกขึ้นมา อาจจะเป็นปัญหาได้ ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่ชวนก็หัวเราะขึ้นมา “เมื่อก่อนตอนพี่หลี่…ก่อนที่อาหญิงยังไม่มา พวกเราก็ทำเช่นนี้ ไม่แตกหรอก”
เมื่อเห็นมู่ชวนเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกตน หลี่เยว่หานจึงรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา จากนั้นจึงหันไปล้างจาน ล้างไปพลางแสร้งเอ่ยถามขึ้นมา “อาเมิ่งของพวกเจ้ามีศัตรูหรือไม่?”
“มีมากมาย!” มู่ชวนเช็ดมือพลางตอบกลับ “ก่อนที่พวกเราจะมายังหมู่บ้านไป๋อวิ๋น หมู่บ้านนี้ไม่มีผู้ใดที่เป็นนายพรานจริง ๆ จัง ๆ คิดเพียงแค่ขึ้นภูเขาไปล่าสัตว์เท่านั้น ไปกันเป็นกลุ่มสามถึงห้าคน หลังจากอาเมิ่งมาที่นี่ เขาจะขึ้นภูเขาไปคนเดียวทุกครั้ง”
“ในตอนแรก อาเมิ่งค่อนข้างเจียมเนื้อเจียมตัว จะล่าเพียงสัตว์เล็กเช่นพวกไก่ฟ้าหรือกระต่ายเท่านั้น ทุกคนจึงไม่ได้สนใจนัก คิดว่าอาเมิ่งเพียงแค่ไปเดินเล่นในป่า”
“ต่อมา อาเมิ่งจับหมูป่าได้ตัวหนึ่ง หลังจากลากลงมาจากบนภูเขาแล้ว ทุกคนจึงเริ่มให้ความสนใจ คนจำนวนไม่น้อยคิดจะไปล่าสัตว์กับอาเมิ่ง แต่อาเมิ่งไม่ยอม จนถึงบัดนี้ เขายอมให้แค่หลิวโหย่วฉายขึ้นภูเขาไปด้วยกันเท่านั้น”
เมื่อได้ฟังแล้ว หลี่เยว่หานก็อดขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้ “เหตุใ