ละสง่างามแลดูประหนึ่งบุปผาในยามราตรี กระชากลมหายใจและความคิดคำนึงของเมิ่งฉีฮ่วนไปได้ในฉับพลัน
“นี่? ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?” หลี่เยว่หานเห็นเมิ่งฉีฮ่วนไม่ตอบจึงเดินเข้ามาใกล้ แล้วสะกิดไหล่เขาเบา ๆ
เมิ่งฉีฮ่วนได้สติคืนมา ยิ้มอย่างประดักประเดิดแต่ก็ไม่เสียมารยาท “ไม่เป็นไร พี่ใหญ่กัวเร่งให้ข้าจัดงานมงคล เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
พอได้ยินว่าหัวข้อสนทนาย้อนกลับมาที่ตนเอง หลี่เยว่หานก็กลอกตา “ไม่คิดอย่างไร”
หญิงสาวพูดจบก็หันเข้าไปเก็บกวาดห้องครัว
เมิ่งฉีฮ่วนปิดประตูเรือนเสร็จแล้วก็ตามหลี่เยว่หานเข้ามาในครัว เห็นนางเก็บกวาดโต๊ะอาหารอย่างคล่องแคล่วก็ต้องยิ้มกล่าว “เจ้าคิดว่าเจ้ามาทำงานที่เรือนข้างั้นหรือ?”
“ท่านเคยเห็นใครมาทำงานแล้วไม่รับเงินไหมเล่า” หลี่เยว่หานเอ่ยโดยไม่เงยหน้า
“พอเจ้าถามเช่นนี้ ข้าก็เคยเห็นมาก่อนจริง ๆ นั่นแหละ…”
“…” หลี่เยว่หานชะงักอย่างไม่รู้จะพูดอะไร เงยหน้ามองเมิ่งฉีฮ่วนแวบหนึ่งแล้วทำงานต่อไป
เมิ่งฉีฮ่วนคงรู้สึกว่าตนเองพูดจาล่วงเกินแล้ว จึงกระวีกระวาดเข้ามาช่วยเก็บกวาด
ชายแซ่กัวผู้นั้นรับประทานอาหารโดยไม่มีมารยาทเลยแม้แต่น้อย น้ำแกงกระจายเลอะเทอะไปทั่ว สุดท้ายหลี่เยว่หานต้องเอาขี้เถ้ามาโปรยพื้นเอาไว้ ไม่อย่างนั้นวันรุ่งขึ้นมดคงเข้ามาไต่เต็มไปหมด
เมื่อทำความสะอาดห้องครัวเสร็จ ราตรีก็มืดมิดกว่าเดิม หลี่เยว่หานเติมขี้เถ้าเข้าไปใต้เตา ตั้งใจว่าจะนึ่งหมูพะโล้ไว้เช่นนี้ทั้งคืน จาก