าวพร้อมกับยกข้าวไปวางไว้บนโต๊ะ
มู่ชวนไม่มีแก่ใจจะตอบรับด้วยซ้ำ ตักข้าวสวยหอมกรุ่นให้ตนเองหนึ่งถ้วย คีบหมูสามชั้นคราแล้วคราเล่า จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากิน
ปากเคี้ยวอยู่แต่ก็ไม่ลืมตักข้าวสวยให้หลิงซีครึ่งถ้วย สองพี่น้องแย่งกันทานจนเม็ดข้าวกระเด็นไปเกาะบนศีรษะเลยทีเดียว
“ไม่น่าเชื่อจริง ๆ” ถึงอย่างไรเมิ่งฉีฮ่วนก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่อาจไม่สนใจภาพลักษณ์เหมือนเด็กน้อยทั้งสองได้ เขาจึงมีความยับยั้งชั่งใจอยู่บ้าง “ข้าเคยกินอาหารชั้นเลิศมาก็มาก แต่เนื้อที่อร่อยขนาดนี้ข้าก็เพิ่งจะเคยกินเป็นครั้งแรกนี่แหละ หอมกรุ่นเลิศรส อร่อยจนข้าหยุดกินไม่ได้เลย”
ได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยชมโดยไม่ปิดบังเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ลอบรู้สึกภูมิใจ
นี่ยังไม่เท่าไหร่หรอก
ถ้าใส่ซีอิ๊วและน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวลงไปด้วย หมูพะโล้หม้อนี้จะยิ่งอร่อยกว่านี้เสียอีก!
หลี่เยว่หานคิดพลางตักข้าวให้ตนเอง ถามอย่างไม่รีบร้อน “ท่านว่าถ้าเอาหมูพะโล้ที่ข้าทำไปขายในตำบล จะขายได้เงินไหม?”
“ไม่ได้” เมิ่งฉีฮ่วนตอบโดยไม่ต้องหยุดคิด
หลี่เยว่หานได้ยินแบบนั้นก็ไม่พอใจ “ท่านบอกว่าอร่อยมากไม่ใช่หรือ แล้วทำไมจะขายไม่ได้!”
“เพราะในตำบลมีคนรวยน้อย เจ้าต้องเอาไปขายที่อำเภอ” เมิ่งฉีฮ่วนพูดแล้วกวาดข้าวถ้วยแรกลงท้องไปจนหมด จากนั้นก็ตักถ้วยที่สอง “ในเมืองมีคนรวยเยอะก็จริง แต่เดินทางไปกลับต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน ไม่คุ้ม ถ้าไปขายที่อำเภอ นั่งเกวียนเทียมวัวรา